9 786169 007999
หลักคิดในการปฎิรูปประเทศไทย
                                                                                                           สารบัญ



คำนำสำนักพิมพ์                                                                                                                                                                              
คำนำผู้เขียน                                                                                                                                                                    ๓
บทที่ ๑ สาเหตุและขอบเขตของการปฏิรูปประเทศไทย                                                                                                         ๕
บทที่ ๒ การกระชับพื้นที่ประชาธิปไตย                                                                                                                               ๑๕
- ความหมายของ “ประชาธิปไตย”                                                                                                                                      ๓๗
๑ รูปแบบของรัฐบาล หรือ การปกครอง                                                                                                                              ๔๗
๒ หลักในการปกครอง                                                                                                                                                      ๔๘
“สิทธิ ๓ ประการที่อาจมีปัญหาอันนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม”                                                                                            ๕๒
๓ ทัศนคติและพฤติกรรม                                                                                                                                                  ๕๕
- ขีดความสามารถของสังคมไทยในการใช้และอนุรักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตย                                                      ๗o
- “ประชาธิปไตย” คือ “เป้าประสงค์” หรือ “วิถีทาง” ของสังคม                                                                                                ๗๒
บทที่ ๓ ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม                                                                                                               ๗๔
- ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม                                                                                                                         ๗๗
- มาตรการ “เยียวยา” สำหรับดูแลแก้ไข“ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม”                                                                 ๗๙
บทที่ ๔ ปฏิรูปการศึกษาเพื่อความถูกต้องในหลักคิด                                                                                                            ๑๒๗
บทที่ ๕ ฟ้าหลายสีภายหลังการปฏิรูประเทศไทย                                                                                                                 ๑๕๓
หนังสือที่ ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร แนะนำให้อ่าน                                                                                      
ประกอบหนังสือเล่มนี้                                                                                                                                                        ๑๕๙
ประวัติผู้เขียน
คำนำผู้เขียน

        เหตุการณ์ไม่สงบในกรุงเทพมหานครและบางจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งมุ่งล้มล้างรัฐบาลโดยการระดมมวลชนกดดันและเรียกร้องในทางการเมืองที่อ้างความปรารถนาในประชาธิปไตย อีกทั้งความเป็นธรรมในสังคม เป็นเหตุผลภายนอกได้สร้างความสับสนในทางการเมือง ทั้งภายในและภายนอกประเทศตลอดจนความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเศรษฐกิจในพระนครหลวง ในเขตที่รอบกว้างขวาง. เมื่อความสงบกลับคืนมาหลายภาคส่วนของสังคมไทย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ก็มีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า ปรากฏการณ์ที่รุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นจากความบกพร่องในหลายด้านที่สั่งสมอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน โดยมิได้รับความดูแลแก้ไข, ทั้งในทางการเมือง, ในทางเศรษฐกิจและในทางสังคม, ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีการเติบโตขยายตัวและเปลี่ยนแปลงภายใต้โลกาภิวัฒน์ . ดังนั้น จึงถึงเวลาที่สมควรจะต้องมี “การปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อขจัดข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อให้เมืองไทยสามารถพัฒนาต่อไปอย่างราบรื่น, เข้มแข็งและมั่นคง.
       ในส่วนของรัฐบาลซึ่งให้น้ำหนักในทางการเมืองเป็นพิเศษนั้น ได้มองเห็นว่า “การปฏิรูปประเทศไทย” เป็นมาตรการที่จะลดความขัดแย้งภายในสังคมได้ ซึ่งจะทำให้การเมืองของไทยภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว. การที่รัฐบาลให้ “การปฏิรูปประเทศไทย” เป็นส่วนหนึ่งของ “แผนการปรองดองแห่งชาติ” ได้ก่อให้เกิดความเข้าในที่สับสนว่ารัฐบาลจะใช้”การปฏิรูปฯ” เป็นมาตรการในการ”ปรองดอง” กับฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่กำลังบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ก่อการไม่สงบอย่างจริงจัง
        แม้ว่าในภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมไทยส่วนใหญ่จะเห็นว่า ” การปฏิรูปประเทศไทย” ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับ “การปรองดอง” ก็ตาม, หากก็ยอมรับกันว่าปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคมซึ่งยังขจัดไม่หมดสิ้น เป็นที่มาของความขัดแย้งในสังคมไทย ที่ได้มีการฉวยโอกาสนำมาใช้ในการปลุกระดมทางการเมืองเพื่อทำลายความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของรัฐบาล. ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ข้อเสนอให้มี “การปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อขจัดปัญหาพื้นฐานดังกล่าว จึงได้รับความสนับสนุนอย่างค่อนข้างกว้างขวาง แม้จะตระหนักดีว่าการนั้นอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าที่พอจะมองเห็นผลสำเร็จ
      ปัญหาพื้นฐานดังกล่าว แม้จะให้ความสำคัญไปที่ความแต่งต่างกันในฐานะทางเศรษฐกิจในสังคมไทย หากก็รวมไปถึงปัญหาที่ปฏิเสษไม่ได้อื่นๆ อาทิ ความไม่เป็นธรรมของการใช้อำนาจรัฐ, การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, การละเมิดสิทธิมนุษยชน, และการเผยแพร่ข่าวสารและข้อมูลอันไม่เป็นความจริงผ่านสื่อต่างๆ กล่าวโดยความเป็นจริง หลายฝ่ายใครที่จะได้เห็น “การปฏิรูป” ประเทศไทยในอีกหลายๆเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องของการแก้ไขปัญหาการจราจรและการขนส่ง และการอนุรักษณ์ศัลปวัฒนธรรมของชาติ.
      รัฐบาลมีเจตจำนงที่จะให้ประชาชนในทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในเรื่อง “ การปฏิรูปประเทศไทย” โดยให้มีคณะกรรมการหรือคณะทำงานที่ประมวลความคิดเห็นให้เป็นระบบ ตลอดจนพิจารณาคัดกรองให้ได้มาซึ่งสาระสำคัญที่สะท้อนความปรารถนาของสาธารณชนร่วมกัน ซึ่งตรงนี้เองที่อาจนำไปสู่การใช้คำว่า “การปรองดองแห่งชาติ” (National reconciliation) ที่ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวความหมายของคำ (semantics) เพราะคำว่า “ปรองดอง” ธรรมดาจะใช้กรณีที่มีความขัดแย้งกันเกิดขึ้น โดยระงับด้วยความออมชอมหรือความประนีประนอมระหว่างผู้ขัดแย้ง, ซึ่งคงจะมิใช่กรณีของ “การปฏิรูปประเทศไทย”
       การเขียนหนังสือเล่มนี้เกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องปัญหาของบ้านเมืองอย่างต่อเนื่องกับอาจารย์ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่พ้นจากประเด็นว่าด้วย “การปฏิรูปประเทศไทย” เรามีความคิดเห็นที่ค่อนข้างจะตรงกันว่า แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างในเมืองไทยสมควรที่จะได้รับ“การปฏิรูป” ก็ตาม หากประเด็นที่มีความโดนเด่นและจำเป็นจะต้องมี“การปฏิรูป” อย่างแน่นอน ก็มีอยู่เพียง ๓ เรื่องสำคัญ คือ เรื่องบทบาทและขอบเขตของ “ประชาธิปไตย” , เรื่องความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและทางสังคม และเรื่องการศึกษาเพื่อความถูกต้องในหลักคิด.
       อาจารย์ทวีศักดิ์ฯ มีความคิดเห็นที่ตรงกับผมว่า คำว่า “ประชาธิปไตย” ที่เข้ากันในเมืองไทยมีความสับสนอย่างยิ่งซึ่งแม้กระทั่งฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงทั้งในพฤติกรรมและในจิตวิญญาณ ต่างก็ใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” เป็นเป้าหมายของกระบวนการ, และทั้งๆที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งและได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภาผู้แทนราษฎร, อักทั้งได้ผ่านขั้นตอนการดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ, ก็ยังได้รับการกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม, ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเมืองไทยมีปัญหาเชิง “semantics” ด้วยเช่นกัน
      อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของ “ประชาธิปไตย” ที่อาจารย์ทวีศักดิ์ฯ มีทัศนะที่สอดคล้องกับผม ก็คือในขณะที่ดูเหมือนจะมีความพยายามจากฝ่ายต่างๆ ที่จะแก้ไขปัญหาของเมืองไทยด้วยการแสวงหามาตรการที่จะเพิ่มความเข้มข้นให้แก่ “ประชาธิปไตย”ของไทย เป็นสิ่งที่น่าจะทบทวนหรือไม่ว่า บางทีปัญหาของไทยเราอาจจะเนื่องมาจากการที่ “กติกาประชาธิปไตย” ที่พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ อาจจะเกินขีดความสามารถของสังคมไทยเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะพึงปฏิบัติได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ความปั่นป่วนที่ทำลายทั้งสันติสุขและสามัคคีธรรม.
     ในประเด็นสุดท้ายก็คือ การตรวจสอบเพื่อความแน่ใจว่าเป็นความจริงหรือไม่เพียงใดที่จะสันนิษฐานว่า “เป้าประสงค์” (end) ของประชาชาติไทยคือสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ไม่ว่าความเข้าใจในความหมายของคำดังกล่าวจะตรงกันหรือไม่ จนถึงขั้นที่ประกาศความพร้อมที่จะพลีชีพเพื่อธำรงรักษาเอาไว้จนถึงที่สุด ผมได้พยายามเสนอแนะให้อาจารย์ทวีศักดิ์ฯลองพิจารณาดูว่าความปรารถนาของชาติไทย (national aspiration) ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงกระทั้งปัจจุบันมิใช่ “ความสันติสุขและความสามัคคีธรรม” หรือสำหรับเรื่องความไม่เป็นธรรมในทางเศรษฐกิจ ซึ่งผมมองเห็นมาโดยตลอดว่าเรื่องสำคัญที่มักจะถูกมองข้ามไป ก็คือความเป็นธรรมของการวิภาคผลประโยชน์ ซึ่งได้แก่การแบ่งสรร “มูลค่าเพิ่ม” (value-added) แก่บรรดาผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้าง”มูลค่าเพิ่ม” (the just sharing of value-added) อันเป็นหลักการที่สำคัญของความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจทุนนิยมชองประเทศไทย. ประเด็นดังกล่าวนี้แตกต่างไปจากเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในฐานะเศรษฐกิจของบุคคลแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก.
      ในเรื่องของความไม่เป็นธรรมในทางสังคม อาจารย์ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล มีความรู้สึกไปในทางเดียวกันกับผมว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมมากไปกว่าการพยายามใช้ “มาตรฐานเดียว” ในการปฏิบัติต่อปัจเจกบุคคลและบุคคลกลุ่มต่างๆ ทั้งนี้เพราะแต่ละบุคคลและแต่ละกลุ่มบุคคลมีความผิดแผกแต่งต่างกันไป จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการปฏิบัติใน “มาตรฐาน” ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นกรอบความคิดที่ขัดแย้งกับกระแสหลักในปัจจุบัน
      แต่ปรากฏการณ์ที่จะต้องยอมรับว่ามีความไม่เป็นธรรมทางสังคมสูงสุดก็คือ “ความเสียเปรียบ” ของ “ผู้ที่ด้อยกว่า” (Under-privileged) กล่าวคือคนยากจน, คนมีการศึกษาน้อย, และคนที่ปราศจาก “ต้นทุนในทางสังคม” ในการแสวงหาความยุติธรรมจากกระบวนกระยุติธรรม, ดังจะเห็นว่าเกือบทั้งหมดของผู้ต้องขังคดีอาญาในเรือนจำเป็นบุคคลดังกล่าว. สาเหตุของเรื่องนี้มิได้อยู่ที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ, ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน, หลักการหรือระเบียบปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็วและทั่วถึง หากเป็นปัญหาว่าด้วยความ “ด้อย” ของบุคคลและกลุ่มบุคคลในด้านต่างๆข้างต้น. อาจารย์ทวีศักดิ์ฯและผมมีความเห็นร่วมกันว่า “การปฏิรูปประเทศไทย” จะต้องแก้ความบกพร่องในเรื่องดังกล่าวนี้ให้จงได้.
      สำหรับเรื่องสุดท้ายที่จะรวมอยู่ใน“การปฏิรูปประเทศไทย” อันจะขาดเสียมิได้คือเรื่อง “การปฏิรูปการศึกษา” ซึ่งแม้จะได้รับความเอาใจใส่จากทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ จากภาครัฐ มาเป็นเวลาช้านาน ก็ยังไม่สนองความมุ่งหมายของสังคมอย่างตรงประเด็นและมีประสิทธิผล จุดอ่อนในเรื่องนี้ก็คือ “การปฏิรูปการศึกษา” ได้มองข้ามความสำคัญของสิ่งที่ถือว่าเป็น "แก่น" ของการศึกษา ซึ่งก็คือ การทำให้คนไทยเป็น "ผู้ที่มีการศึกษา" (educated) "การมีการศึกษา" หมายถึงการมี "หลักคิด" ที่ถูกต้องในเรื่องต่างๆเพราะหาก “หลักคิด” ไม่มีความถูกต้องเสียแล้ว สิ่งต่างๆที่ตามมาก็ผิดหมด ผมมีความเห็นที่ชัดเจนว่า สาธารณชนคนไทยในปัจจุบันมี “หลักคิด” ในเรื่องต่างๆอันไม่ถูกต้อง จึงนำไปสู่ความปั่นป่วนและความเสื่อมโทรมของสังคม “การปฏิรูปการศึกษา” ได้ล้มเหลวและจะยังคงล้มเหลวต่อไป ตราบที่ยังมิได้ให้ความสำคัญต่อการปลูกฝังความถูกต้องใน “หลักคิด” ซึ่งเช่นเดียวกันมีความแตกต่างไปจากคำว่า “การคิดเป็น” หรือ “การสอนให้รู้จักคิด” ผมขอเน้นว่าสิ่งที่ต้องการคือ “ความถูกต้องในหลักคิด” ในเรื่องนี้ อาจารย์ทวีศักดิ์ฯถามผมว่า สิ่งนี้จะเอามาจากไหน ซึ่งผมก็บอกว่า “หลักคิดที่ถูกต้อง” ในทุกๆเรื่องปรากฏอยู่ในคำสั่งสอนของศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ธรรมะในพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นสำหรับคนไทยก็ยังโชคดีที่มีสุภาษิตไทยที่ใช้ในการอบรมสั่งสอน “หลักคิด” ให้แก่สังคมไทยมาแต่โบราณกาล.
       ผมถือว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการตอบสนองการเชื้อเชิญของรัฐบาลที่ปรารถนาจะให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้แสดงข้อคิดและความเห็นเกี่ยวกับ “การปฏิรูปประเทศไทย” ด้วยเห็นว่าภารกิจดังกล่าวนี้มิใช่เป็นภารกิจของบุคคลผู้หรือกลุ่มบุคคลใดโดยเด็ดขาด หากเป็นความรับผิดชอบของคนไทยทุกคน.
      ทัศนคติที่ได้แสดงไว้ในหนังสือเล่มนี้ มีหลายประเด็นที่อาจจะไม่สอดคล้องกับแนวความคิดกระแสหลัก, ซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างจะเป็นเครื่องช่วยปลุกจิตสำนึกของสาธารณชนคนไทยให้มีความสนใจที่จะพิจารณาปัญหาและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยรอบด้าน ในทัศนะของผมนั้น หากสิ่ใด
มีปัญหาซ้ำซาก แม้จะได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานั้นๆอย่างเต็มกำลังสักเท่าใด เช่นในเรื่องของประชาธิปไตยและเรื่องการศึกษาของชาติ สิ่งที่พิ่งกระทำก็คือการทบทวน “หลักคิด” ในเรื่องดังกล่าวว่ามีความถูกต้องหรือไม่อย่างไร
     ในกรณีที่ข้อคิดและความเห็นในหนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจว่ามีลักษณะที่ท้าทายความคิดกระแสหนัก และเช่นนั้นใครจะได้รับทราบข้อคิดและความเห็นเพิ่มเติมในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวพันกัน ผมก็ขอแนะนำให้อ่านหนังสือของผมบางเล่ม อาทิ “ความรู้เรื่องเมืองไทย-เพื่อรู้จักประเทศไทย เข้าใจสังคไทย
และตระหนักในความเป็นไทย” , “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ-ฐานรากของถนนสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์” , “ปฏิรูปการศึกษา-แนวคิดและข้อเสนอแนะ”, และ “เศรษฐกิจแห่งประเทศไทย”
    สำหรับท่านผู้อ่านซึ่งมีเวลาน้อยที่จะอ่านหมดทั้งเล่มหรือมีความประสงค์ใครจะได้ทราบเสียตั้งแต่เปิดหนังสือเล่มนี้ว่า โดยสรุปแล้วมีสาระสำคัญประการใดบ้าง ขอได้พลิกไปอ่านบทที่ ๕ “ฟ้าหลายสีภายหลังการปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งเป็นบทสรุปเสียก่อนได้เลย

                                                                      ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
                                                                              ราชบัณฑิต
                                                              วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒