9 786169 007913
ประชาธิปไตยทางเศรฐกิจ
                                                                                                        สารบัญ


คำนำสำนักพิมพ์                                                                                                                                     ๓
คำนำผู้เขียน                                                                                                                                           ๔
บทที่ ๑ ประชาธิปไตย – เป้าหมายหรือวิธีการ                                                                                           ๑๑
บทที่ ๒ องค์ประกอบของประชาธิปไตยอันสมบูรณ์                                                                                    ๒๓
บทที่ ๓ ประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทย                                                                                           ๓๙
บทที่ ๔ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ                                                                                                        ๕๓
บทที่ ๕ ระบบเศรษฐกิจประชาธิปไตย                                                                                                       ๖๙
บทที่ ๖ ถนนเศรษฐกิจสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์                                                                                       ๘๗
เชิงอรรถ                                                                                                                                                ๙๑
ผลงานหนังสือของผู้เขียน                                                                                                                  
ประวัติผู้เขียน
คำนำผู้เขียน

     เป็นเวลาที่ต่อเนื่องมาหลายปีที่สังคมไทยมีความแตกแยกกันอย่างรุนแรงทางการเมืองจนกระทั่งถึงขั้นที่มองเห็นกันด้วยความเศร้าใจว่าไม่มีทางใดๆ ที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ ซึ่งอย่างดีที่สุดก็ทำได้เพียงประคับประคองมิให้เลวร้ายลงไปกว่าที่เป็นอยู่ ท่ามกลางความรู้สึกวิตกกังวลของสังคมโดยทั่วไป
     ความแตกแยกของสังคมไทยดังกล่าวนี้ หลายฝ่ายได้วิเคราะห์ว่าอาจเนื่องมาจากพฤติกรรมของบุคคลบางคนที่มีพลังอำนาจในทางใดทางหนึ่งเหนือผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง หากสาเหตุเป็นเช่นนี้ความขัดแย้งในสังคมก็ย่อมจะมลายไปเมื่อสัจธรรมว่าด้วยการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้พิสูจน์ความเป็นจริง
     แต่ก็ยังมีอีกหลายฝ่ายมีความเห็นว่า ความแตกแยกในสังคมไทยเกิดจากความขัดแย้งกันในทัศนคติทางการเมืองที่เป็นความปราถนาในสิ่งเดียวกันซ่งมีความไม่เข้าใจตรงกัน ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้ก็คือ “ประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่ยอมรับกันว่า “ประชาธิปไตย” เป็นความปรารถนาอันสูงสุดของสังคมหากก็เป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งกันมากที่สุด โดยฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกัน ก็จะประนามอีกฝ่ายหนึ่งว่าไม่เป็น “ประชาธิปไตย” พร้อมกับเรียกร้อง “ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์”
     ข้อสังเกตในเรื่องนี้ก็คือ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ประเทศไทยมีการปกครองใน “ระบอบประชาธิปไตย” ดูเหมือนจะมีความเชื่อว่า “ความเป็นประชาธิปไตย” ก็จะให้ความเอาใจใส่ไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งในหลายกรณี ถึงกับมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่เดิม แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทนในบางกรณีก็มีการโต้แย้งกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้น ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะว่า “เป็นประชาธิปไตย” มากกว่า
     มาในสมัยหลังๆ นี้ที่เริ่มฉุกคิดกันว่า บางทีการ “แก้ไข” รัฐธรรมนูญอาจจะมิใช่คำตอบ จากประบการณ์ที่ผ่านมา โดยเห็นว่าน่าจะมีการ “ยกเครื่อง” การเมืองจาก “พฤติกรรม” เดิมๆ ไปสู่ “การเมืองใหม่” แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าการนั้นจะต้องกระทำอย่างไร จึงจะบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์
     ในขณะที่ส่วนใหญ่ของการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงได้มุ่งไปที่ความใคร่ที่จะได้เห็นการเมืองที่ “ดีขึ้น” ซึ่งดูเหมือน จะหมายถึง “ประชาธิปไตย” ที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็มีผู้ฉวยโอกาสเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มและบางคน โดยทำให้สาธารณชนบางส่วนมีความสับสนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและสังคม การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าวนี้ไม่ว่าจะด้วยความมุ่งหมายอะไรก็ตามได้นำไปสู่ความแตกแยกและความขัดแย้งในสังคมไทยมากยิ่งขึ้น
     ผมได้เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้นนี้ และพบว่าสังคมไทยน่าจะมีความสับสนในความเข้าใจหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “ประชาธิปไตย” และ “การเมืองในระบอบประชาธิปไตย” นับตั้งแต่ความหมายของการเมืองการปกครองในระบอบดังกล่าว ความปรารถนาที่ชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการ คือ เป้าหมายหรือวิธีการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสังคมไทย และที่สำคัญก็คือการมององค์ประกอบของประชาธิปไตย ซึ่งมิได้หมายถึงเฉพาะ “กติกา” ตามที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น, หากยังรวมถึง “ทัศนะทางสังคม” อีกทั้งองค์ประกอบในส่วนของ “เศรษฐกิจ” ด้วย
      กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ “ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์” นอกจากจะต้องการการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ตามที่บัญญัติหลักการและกลไกเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังจำเป็นจะต้องมี ทัศนะทางสังคม ที่เป็นประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจด้วย หากแม้นว่าทัศนะทางสังคมไม่เป็นประชาธิปไตยและเศรษฐกิจก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ย่อมจะคาดหวัง “ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์” มิได้เลย
     ข้อสรุปของผมก็คือ การที่ประเทศไทยยังไม่มีประชาธปไตยอันสมบูรณ์ ก็เพราะทัศนะทางสังคม
และเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย และเช่นนั้นความพยายามที่จะทำให้การเมืองเป็นประชาธิปไตยจึงไม่บรรลุผลสำเร็จ ไม่ว่าจะบัญญัติอะไรเอาไว้ในรัฐธรรมนูญให้รัดกุมอย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งการพัฒนาบุคคลทางการเมืองให้มีคุณภาพก็ไม่เพียงพอ

    ผมพิจารณาเห็นว่า ประเด็นว่าด้วยความเป็นประชาธิปไตยทางการเมืองนั้นได้มีท่านผู้รู้หยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์กันในรายละเอียดอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างที่มีการ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับต่างๆ กว่า ๑๐ ฉบับ ในเวลาที่ผ่านมา ซึ่งความขัดแย้งที่ปรากฏอยู่ ก็เป็นความขัดแย้งในความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล ที่ย่อมจะมีความแตกต่างกันไป สำหรับประเด็นในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตยในทัศนะทางสังคมนั้น มีลักษณะที่ฝังลึกเป็น “จิตสำนึก” ภายใต้อิทธิพลของการศึกษาอบรม การปลูกฝังและการชี้นำตลอดจนภาวะแวดล้อทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในกรณีของส่วนบุคคล ส่วนของชุมชนและที่เป็นสังคมไทยในส่วนรวม การปรับเปลี่ยนและการพัฒนาทัศนะทางสังคมให้เป็นประชาธิปไตยเป็นภารกิจที่สำคคัญในบริบทของการศึกษาและวัฒนธรรมของชาติ ที่แม้จะได้มีการดำเนินการมาตลอด หากก็คงจะต้องเพิ่มความเอาใจใส่เพื่อผลักดันสังคมไทยไปสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์

     ประเด็นที่ผมเห็นว่ามีความท้าทาย และสามารถนำเสนอเป็นรูปธรรมได้มาก อีกทั้งก็ได้มีการกล่าวถึงกันอยู่เนืองๆ โดยที่ยังไม่มีการประมวลให้เห็น  ได้ชัดเจน สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นขั้นตอนตามความเหมาะสม ก็คือ “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ดังนั้นผมจึงรับภาระในการเรียบเรียงเรื่องดังกล่าวนี้เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ในลักษณะที่เป็น “treatise” เพื่อกระตุ้นความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนความสนใจของบรรดาคนไทยผู้ใฝ่ฝัน “ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์” โดยเบนความเอาใจใส่มาจากประเด็นที่ว่าด้วยประชาธิปไตยทางการเมือง ซึ่งมีการถกเถียงกันมานานแล้ว มาสู่เรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น “ฐาน” รองรับการเมือง ผมประสงค์ที่จะชี้ให้เห็นว่าตราบใดที่เศรษฐกิจยังไม่เป็นประชาธิปไตย การเมืองจะเป็นประชาธิปไตยมิได้

     ผมยังหวังว่า ถ้าหากว่าเราสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ การเมืองของไทยเราจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและความขัดแย้งตลอดจนความแตกแยกในสังคมก็อาจจะลดลง ความหวังดังกล่าวนี้คือแรงบันดาลใจให้ผมเรียบเรียงหนังสือที่ให้ชื่อว่า “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ฐานรากของถนนสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์” ซึ่งกำลังอยู่ในสายตาของท่านผู้อ่านในขณะนี้


                                                                                     ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
                                                                                             ราชบัณฑิต
                                                                                          ๒ เมษายน ๒๕