ชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสุคติภูมิในชาตินี้เป็นผลของการกระทำความดี (กุศลวิบาก) ซึ่งได้กระทำความดี (กุศลกรรม) มาตั้งแต่อดีตชาติ นับเป็นความโชคดีของคนไทยที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินสุวรรณภูมิที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างหลากหลาย มีภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะกับการดำรงชีวิตและการเลี้ยงชีพ ไม่มีภัยธรรมชาติร้ายแรงเช่นเดียวกับประเทศอื่น ไม่ทราบว่าจะมีคนไทยสักกี่มากน้อยที่มองเห็นคุณของแผ่นดินถิ่นเกิดและคิดตอบแทนคุณของแผ่นดินด้วยการเป็นพลเมืองดี เคารพกฎหมาย ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่สังคม แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เคยอุดมสมบุรณ์กลับถูกทำลายลงจนแทบย่อยยับ ในขณะที่มลพิษทางดิน น้ำและอากาศ มีเพิ่มมากขึ้นทุกปี
ความโชคดีอีกประการที่มีความสำคัญยิ่งต่อการดำเนินชีวิตให้มีความเป็นปกติสุขตามอัตภาพของแต่ละบุคคล คือ คนไทยมีโอกาสพบพานกับพระพุทธศาสนา มีการนับถือพระพุทธศาสนาตามบรรพบุรุษสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งประเทศไทยได้รับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทมาเป็นเวลากว่า 700 ปีตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา อุบัติขึ้นโดยการตรัสรู้ของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระปัญญาคุณและพระบริสุทธิคุณ ทรงมีพระมหากรุณาคุณต่อสัตว์โลกเพื่อให้พ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ซึ่งเป็นเวลา 2,608 ปีล่วงมาแล้ว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้สัตว์โลกรู้ความจริงอันถึงที่สุด (อริยสัจธรรม) คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ ความจริงแห่งทุกข์ (ทุกข์) เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) การดับทุกข์ (นิโรธ) หนทางแห่งการดับทุกข์ (มรรค) ซึ่งมีสามัญลักษณะ 3 ประการ (ไตรลักษณ์) คือ เป็นทุกข์ (ทุกขัง) ไม่เที่ยง (อนิจจัง) ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ (อนัตตา)
คนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่นับถือพระพุทธศาสนาเพียงในนามเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนาแต่ประการใด ไม่มีการขัดเกลากิเลส ความเป็นปุถุชนที่มีกิเลสหยาบหนามีแต่จะพอกพูนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) อาทิ เป็นคนเชื่อง่าย ไม่มีเหตุผล ไม่เห็นโทษของการประพฤติปฏิบัติทุจริตทั้งทางกาย วาจาและใจ ผลที่ตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดในทุคติภูมิหรืออบายภูมิที่รออยู่เบื้องหน้า
ปัญหาต่างๆทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน เป็นเพราะผู้ที่มีจิตคิดชั่ว(อกุศลจิต) และมีความจงใจชั่ว (อกุศลเจตนา) ที่มีปะปนอยู่ในหมู่คนทุกสาขาอาชีพ โดยมีหลักคิดที่ไม่ถูกต้องและบกพร่องในจิตสำนึก ประการสำคัญเป็นชาวพุทธที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีความเห็นผิด ไม่ละอายชั่วกลัวบาป จึงกล้ากระทำทุจริตทั้งทางกาย วาจาและใจ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมและไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มุ่งแต่การแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญและสุข อย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งเป็นไปตามไฟกิเลสที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นรัฐจึงต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วยความโปร่งใสภายใต้ความเป็นนิติรัฐและนิติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในขณะที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องไม่ให้การยอมรับคนทุจริต ไม่ว่าจะมีอำนาจอย่างไรหรือมีความร่ำรวยเพียงไร ซึ่งเท่ากับเป็นการปฏิเสธคนทุจริตไม่ให้มีที่ยืนอยู่ในสังคมอีกต่อไป
สังคมไทยไม่อาจปล่อยให้ความเลวร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำซากอย่างไม่รู้จักจบสิ้น มิเช่นนั้นแล้วประเทศไทยยากที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาที่มีการสะสมและหมักหมมต่อเนื่องมายาวนาน ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกจุดและถูกวิธีจึงมีความล้าหลังไม่ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศได้ การเป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะนำมายังความเจริญผาสุกของประชาชนและความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ
สภาพการณ์ความโกลาหลวุ่นวายของบ้านเมืองในขณะนี้เกิดจากการยุยงปลุกปั่นของขบวนการ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” ที่มีแนวคิดสุดโต่ง ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพื่อหวังสถาปนาอำนาจรัฐขึ้นมาใหม่ ใช้วิธีการบิดเบือนข้อมูลและข่าวสาร ให้ร้าย จาบจ้วงและล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยจิตคิดชั่ว (อกุศลจิต) และความจงใจชั่ว (อกุศลเจตนา) ไม่มีความบริสุทธิ์ใจต่อบ้านเมือง เป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่สบายใจและไม่ยอมรับโดยเด็ดขาด
การกระทำ (กรรม) เป็นเครื่องชี้ความจงใจ (เจตนา) การกระทำชั่ว (อกุศลกรรม) ย่อมนำไปสู่การได้รับผลของกรรมชั่ว (อกุศลวิบาก) ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” และ “หว่านพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น”
..................................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”... อ่านต่อที่ : https://d.dailynews.co.th/article/801123/