เศรษฐกิจโลก ถึงคราวเผาจริง

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารโลก (world bank) และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development - OECD) ทั้งสององค์กรนี้ได้คาดการณ์ถึงภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงลุกลามขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดระลอกแรก (first wave) กำลังเผชิญกับความเสี่ยงการแพร่ระบาดระลอกสอง (second wave)ในขณะเดียวกันประเทศที่มีการแพร่ระบาดระลอกแรกก็ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายลงเป็นลำดับ
ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงานการคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจโลก (Global Economic Prospects) ประจำปี ค.ศ. 2020 ระบุว่าการระบาดใหญ่ของโควิด-19 (pandemic) จะทำให้ผลผลิตมวลรวมของโลกลดลงร้อยละ 5.2 และยังเตือนด้วยว่าอาจมีการปรับตัวเลขคาดการณ์ลดลงอีกในอนาคตหากเกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยังต้องปิดเศรษฐกิจต่างๆ ต่อไปอีก
รายงานของธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วจะติดลบ ร้อยละ 7.0 ในขณะที่ประเทศที่ตลาดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วจะติดลบร้อยละ 2.5 ทั้งนี้หากพิจารณาถึงจีดีพีต่อหัวจะพบว่าการหดตัวของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945-1946 (พ.ศ.2488-2489) ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นจะติดลบร้อยละ 6.1 กลุ่มยูโรโซนจะติดลบ ร้อยละ 9.1 บราซิล จะติดลบร้อยละ 8.0 อินเดียจะติดลบ ร้อยละ 3.2 และไทยจะติดลบ ร้อยละ 5.0 ส่วนจีนจะขยายตัวร้อยละ 1.0 ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่คาดการณ์ว่าจีนจะขยายตัวร้อยละ 6.0
การคาดการณ์ของธนาคารโลกครั้งนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามาตรการปิดเมือง (lock down) และการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) ที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้จะเริ่มผ่อนคลายในช่วงปลายเดือน มิ.ย. นี้ แต่หากต้องขยายเวลามาตรการปิดเมืองออกไปอีกสามเดือน เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วอาจจะติดลบอยู่ที่ ร้อยละ 5-10 ส่วนเศรษฐกิจของประเทศที่ตลาดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วจะมีการฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ฉุดเศรษฐกิจโลกถดถอยเลวร้ายที่สุดในรอบเกือบศตวรรษ และคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงไปอีกหากมีการระบาดระลอกสองในช่วงปลายปีนี้ การระบาดใหญ่ของโควิด-19 จะทำให้เกิดภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจและสังคมที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 60 ปี
โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลงร้อยละ 6.0 นับว่าเลวร้ายที่สุดตั้งแต่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้รับการก่อตั้งขึ้นมา ไม่มีประเทศใดจะรอดพ้นจากผลกระทบภาวะวิกฤติในครั้งนี้ไปได้ ซึ่งมีผู้คนทั่วโลกนับ 100 ล้านคนต้องถูกเลิกจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว การบิน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ตัวเลขประมาณการดังกล่าวนี้ยังไม่รวมถึงผลกระทบถ้าหากมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจประเมินว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในช่วงปลายปีนี้และอาจทำให้เศรษฐกิจโลกหดตัวลงถึงร้อยละ 7.6

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจยังได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆทั่วโลกเร่งจัดการปัญหาความไม่เท่าเทียมในด้านการลงทุนในระบบสาธารณสุข เพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดส่งอุปกรณ์การแพทย์ วัคซีนและการรักษาโควิด-19 ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งเร่งหาทางช่วยเหลือแรงงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน เม.ย. 63 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง ร้อยละ 3.0 และยังมีแผนจะปรับตัวเลขการคาดการณ์ใหม่อีกครั้งในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งมีแนวโน้มจะปรับตัวเลขการคาดการณ์ลงต่ำกว่านี้อีก
ภายใต้สภาวการณ์อันเลวร้ายที่โควิด-19 ทวีความรุนแรงในการแพร่ระบาดและลุกลามขยายตัวไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ไม่สามารถดำรงชีวิตและดำเนินชีวิตแบบเดิมได้อีกต่อไป นับเป็นโจทย์ใหญ่มหาหินของรัฐบาลในแต่ละประเทศที่กำลังหาหนทางและวิธีการแก้ปัญหากันอย่างเร่งด่วน ระบบทุนนิยม (capitalism) ที่เป็นมายาภาพ กำลังกลืนกินตัวเองทุกขณะ
ประเทศไทยมีจุดแข็ง (strength) ในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรซึ่งเป็นภาคการผลิตที่แท้จริง (real sector) ภาคบริการที่มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้ไปสู่สังคมชนบทในทุกภูมิภาค รวมถึงภาคธุรกิจอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการแข่งขันกับตลาดโลก หากรัฐบาลมีการกำหนดยุทธศาสตร์ได้อย่างชัดเจน มีการบริหารจัดการได้อย่างถูกจุดและถูกวิธี ประเทศไทยก็จะมีโอกาสรอดพ้นจากภาวะวิกฤตโควิด-19 โดยสร้างความแข็งแกร่งกับการพึ่งพาตนเองภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเทศชาติจึงจะมีความเจริญมั่นคงและประชาชนมีความเจริญผาสุกอย่างยั่งยืน
.............................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”