ตีเหล็กตอนร้อน ถึงเวลาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
โพสต์เมื่อ : 14 พ.ค 2564 เวลา 19:21 น.

กรณีเหตุการณ์ทายาทมหาเศรษฐีอันดับโลกของไทยขับรถเฟอรารี่ด้วยความเร็วสูงพุ่งชนตำรวจ สน.ทองหล่อเสียชีวิตเมื่อปี 2555 ตำรวจตั้งข้อหาผู้ขับรถรวม 5 ข้อหาประกอบด้วย 1. ขับรถขณะเมาสุรา 2. ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 3. ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย 4. ขับรถชนแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเจ้าพนักงาน 5. ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต่อมาผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวและหลบหนีออกนอกประเทศไป
คดีดังกล่าวกลับมาเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 63 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่าอัยการไทยไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ระบุว่า ทางตำรวจไม่มีความเห็นแย้งที่อัยการไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการถอนหมายจับทุกหมาย รวมถึงกำลังประสานงานกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ(interpol) ให้ถอนหมายจับ

การดำเนินคดีในลักษณะนี้ ตำรวจซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติและการยกย่องจากประชาชนว่าเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” และอัยการซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติและการยกย่องจากประชาชนว่าเป็น “ทนายแผ่นดิน” ได้สร้างความผิดหวังและคลางแคลงใจแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะทั้งสององค์กรนี้เป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม หากมีการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม ก็จะเป็นที่ยอมรับ สร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ในทางกลับกันหากมีการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรมก็จะขาดการยอมรับ ขาดความศรัทธาและขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “คุกมีไว้สำหรับขังคนจน” เป็นสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายได้ยินกันจนหูชาด้านมานานแล้ว สร้างความคับข้องใจและความคับแค้นใจแก่ประชาชนมาโดยตลอดในทุกยุคทุกสมัย
รัฐบาลจึงต้องใช้จังหวะและโอกาสนี้ตีเหล็กตอนร้อนเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามนโยบายปฏิรูปประเทศภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งต้องอาศัยแรงหนุนจากประชาชนขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ให้สำเร็จให้จงได้ เพราะการผ่าอาณาจักรโล่เงิน และสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่ว่าจะกระทำได้โดยง่ายดาย อีกทั้งการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมยังต้องดำเนินการปฏิรูปด้านอื่นๆควบคู่กันไปด้วย อาทิ ปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ปฏิรูปด้านกฎหมาย ฯลฯ โดยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมยังจะต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้าทำงาน การพิจารณาความดีความชอบแก่บุคลากรต้องยึดมั่นระบบคุณธรรม(merit system) ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์ (patronage system)
