1

1

    ปฏิบัติการเฝ้าระวัง​ คัดกรองและสอบสวนโรค​ผู้ติดเชื้อโควิด-19​ ของระบบสาธารณสุขไทยที่มีความพร้อมทั้งทางด้านศักยภาพของแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่​มีคุณภาพ​ รวมถึงความพร้อมทางด้าน​กลไกการทำงานและระบบการปฏิบัติงานที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ​ ทำให้​สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19​ อย่างได้ผลสมกับที่ติดอันดับ 6 ของโลก ​​อยู่ในกลุ่ม 10​ อันดับแรก (Top Ten) จาก 195 ประเทศทั่วโลก​ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ​เนเธอร์แลนด์​ ออสเตรเลีย แคนาดา ไทย สวีเดน​ เดนมาร์ก​ เกาหลีใต้​ และฟินแลนด์ ซึ่งเป็นการจัดอันดับความเข้มแข็งด้านความมั่นคงเกี่ยวกับสุขภาพ (Health Security) 

 
1

    การจัดอันดับในครั้งนี้จัดขึ้นโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ (John Hopkins University)​ สหรัฐอเมริกา​ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 62  ซึ่งมีการนำเสนอผลการวิจัยดังกล่าวต่อเวทีการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนวาระความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (Global Health Security Agenda Steering Group Meeting) ณ สำนักงานคณะผู้แทนถาวรราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำสหภาพยุโรป กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม​ 
 
     นับเป็นความน่าภาคภูมิใจ​ของประเทศไทยที่สามารถผงาดขึ้นเทียบชั้นกับบรรดาประเทศชั้นนำของโลก และยังเป็นประเทศอันดับ 1 ของทวีปเอเชียอีกด้วย การสกัดกั้นการแพร่ระบาดโควิด-19 ประเทศไทยมีการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอนตามระบบงานที่สมบูรณ์แบบ สร้างการยอมรับและเป็นที่ชื่นชมของประเทศต่างๆ
1

 
    ต่อมาเมื่อวันที่​ 3 พ.ค. 63​ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)​ ได้ผ่อนปรนข้อกำหนดในมาตรการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ​ ได้แก่​ กลุ่มตลาด เช่น ตลาดสด ตลาดน้ำ กลุ่มร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มซึ่งอยู่นอกห้างสรรพสินค้า ร้านริมทาง หาบเร่ แผงลอย กลุ่มกิจการค้าส่ง-ค้าปลีก ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ รถเร่ กลุ่มธุรกิจบริการ เช่น ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย(เฉพาะตัด​ สระ​ ไดร์)​ ร้านตัดขนสัตว์​ และการผ่อนปรนข้อกำหนดในมาตรการควบคุมกิจกรรมทางสังคม คือ กลุ่มสันทนาการและกีฬาที่สนามกีฬากลางแจ้งซึ่งไม่เป็นการรวมคนหมู่มาก 

   ทราบข่าวว่าวันที่ 15 พ.ค.63 นี้ ศบค.จะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับการผ่อนปรนข้อกำหนดในมาตรการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกิจกรรมทางสังคมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นระยะที่ 2 ของการผ่อนคลายมาตรการควบคุม หลังจากที่ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมระยะที่ 1 มาแล้วเมื่อวันที่ 3 พ.ค.63
 
     การมีแนวคิดผ่อนคลายมาตรการควบคุมระยะที่ 2 ของ ศบค. เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่​ จึงควรดำเนินการต่อเนื่องจากระยะที่​ 1​ เพื่อให้ประชาชนได้ผ่อนคลายความวิตกกังวลจากผลกระทบของโควิด-19 ในการดำเนินชีวิต ลดความเครียดและความอึดอัดที่มีอยู่ในจิตใจจากสภาพการณ์ที่ต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ศบค. จะต้องประมวลข้อมูลและข่าวสารอย่างรอบด้านด้วยความรอบคอบ​ในการผ่อนปรนข้อกำหนดในมาตรการควบคุมอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิเช่นนั้นแล้วการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะหวนคืนกลับมาเป็นระลอกสอง​ (second  wave)​ ที่หนักหน่วงและรุนแรงยิ่งกว่าระลอกแรก​ (first​ wave)​ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะอัตรากำลังของแพทย์​ พยาบาลและบุคลากร​ทางการแพทย์มีจำนวนจำกัด​ เช่นเดียวกับอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์และจำนวนโรงพยาบาลก็มีอยู่อย่างจำกัด 

1
 
    ฉะนั้นการผ่อนปรนข้อจำกัดในมาตรการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกิจกรรมทางสังคม จะต้องอยู่ภายใต้​เงื่อนไขที่ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนจะปล่อยให้การ์ดตกไม่ได้เลย โดยที่ปราการด่านแรกและปราการด่านสุดท้ายของระบบสาธารณสุขไทยที่มีการวางรากฐานอย่างเข้มแข็งและเหนียวแน่นในการเผชิญโรคร้ายก็จะพังครืนลงทั้งระบบซึ่งเป็นการสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง 
 
    ภาพการดำเนินชีวิตในกรุงเทพฯของประชาชนที่ปรากฏให้เห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการใช้ระบบขนส่งมวลชนในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรถประจำทาง รถตู้ รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้ามหานคร ตลอดจนเรือโดยสารมีการใช้บริการกันอย่างแออัดยัดเยียด มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อและได้รับเชื้อเป็นอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่มีการดำเนินชีวิตอย่างรีบร้อนและเร่งรีบโดยหลงลืมสติ​ในการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล (physical distancing)​ 

1

 
   สังคมไทยควรตระหนักรู้และควรทราบว่ากลุ่มเสี่ยงของผู้แพร่เชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันมี 6 กลุ่ม ดังนี้​ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มผู้กักกัน กลุ่มผู้ขับรถสาธารณะ กลุ่มพนักงานส่งของ-ส่งไปรษณีย์  แรงงานต่างด้าว และกลุ่มอาชีพเสี่ยง เช่น ทำงานสถานบันเทิง รวมถึงสถานที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อซึ่งมีผู้คนหมู่มากอยู่กันอย่างแออัด
 
    สำนวนไทยที่ว่า “ช้าๆได้พร้าสองเล่มงาม” น่าจะเป็นข้อคิดเตือนสติทุกภาคส่วนของสังคมไทยให้มีสติ​โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง​ในลักษณะ​ “อดเปรี้ยวไว้กินหวา”​ ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก​ ประมาทไม่ได้​ กะพริบตา​ไม่ได้​เป็นอันขาด​ การรวมพลังของคนในชาติที่มี​ “ความรู้รัก​สามัคคี” จะขับเคลื่อนชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ระดับโลกในครั้งนี้ได้
.................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”