ความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) หนทางปรองดอง - สมานฉันท์
โพสต์เมื่อ : 30 มี.ค 2565 เวลา 7:16 น.
มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งเป็นคำจริงและมีวาทะมั่นคงตรงตามพระพุทธพจน์ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ได้จัดให้มีการสนทนาพิเศษในหัวข้อเรื่อง "ความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) : หนทางสู่การปรองดองและสมานฉันท์ในสังคมไทย” เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 09.00 -12.00 น. ณ อาคารมูลนิธิฯ โดยมีผู้ร่วมสนทนาพิเศษ 3 คนประกอบด้วย อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา รศ.จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย วิทยากรมูลนิธิฯ
วัตถุประสงค์ของการจัดสนทนาพิเศษในครั้งนี้เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของการมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เกิดผลดีต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินชีวิตอย่างเป็นปรกติสุขตามอัตภาพของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังธรรมตามกาลจะเป็นเหตุให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีการขัดเกลากิเลสโดยเห็นประโยชน์ของการประพฤติปฏิบัติสุจริตทั้งทางกาย วาจาและใจ เห็นโทษของการประพฤติปฏิบัติทุจริตทั้งทางกาย วาจาและใจ
ความเห็นถูก(สัมมาทิฏฐิ)เป็นองค์ธรรมข้อแรกในมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์ ความเห็นถูก(สัมมาทิฏฐิ)เกิดจากการฟังธรรมตามกาล โดยมีการพิจารณาไตร่ตรองอย่างเป็นเหตุเป็นผลและมีการอบรมเจริญปัญญาด้วยตนเอง
สภาพการณ์ของบ้านเมืองในห้วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมามีความสับสนอลหม่านและโกลาหลวุ่นวาย เป็นที่สุดเนื่องจากการมุ่งหวังช่วงชิงอำนาจรัฐของพรรคการเมืองที่บ่มเพาะแนวคิดทางการเมืองอย่างสุดโต่ง จึงก่อให้เกิดความคิดแตกต่างทางการเมืองซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประการสำคัญมีการยุยงปลุกปั่นให้เด็กและเยาวชนออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและภาพลักษณ์ของประเทศ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับประเทศต่างๆทั่วโลก นับเป็นภาวะอันเลวร้ายที่สุดของประเทศชาติ และประชาชนมีความทุกข์ใจและเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ใช้ความพยายามในการแสวงหาทางออก เพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยใช้กลไกทางรัฐสภาตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ที่มาจากตัวแทนของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอีกด้วย เพื่อมาร่วมพูดคุยกันในการแสวงหาทางออก
การพูดคุยของคณะกรรมการสมานฉันท์จะเกิดผลดีอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่ายว่ามีความเห็นถูก(สัมมาทิฎฐิ)หรือไม่ เพราะความเห็นถูก(สัมมาทิฎฐิ)จะนำไปสู่การมีจิตคิดดี (กุศลจิต) และมีความจงใจดี (กุศลเจตนา) การพูดคุยกันย่อมเป็นไปด้วยวจีสุจริตที่พูดด้วยคำจริง พูดสุภาพ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พูดถูกกาลเทศะ แต่ในทางกลับกันการพูดคุยกันที่เป็นไปด้วยจีทุจริต ซึ่งเป็นคำเท็จ บิดเบือน พูดหยาบคาย พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่เชิงทำลาย
เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการสนทนาพิเศษในหัวข้อเรื่อง "ความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) : หนทางสู่การปรองดองและสมานฉันท์ในสังคมไทย” จึงขอนำบางส่วนจากการร่วมสนทนากันมานำเสนอให้ได้พิจารณาไตร่ตรองกันดังนี้
ความตอนหนึ่งอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์กล่าวว่า “… ถ้าแต่ละคนสงบ ประเทศชาติก็สงบ สังคมก็สงบ เพราะฉะนั้น อยู่ที่แต่ละคนสงบ หรือเปล่า เมื่อไม่สงบจึงทำให้ทุกอย่างไม่สงบไป ขณะนี้ต้องเป็นคนตรงก่อน ซึ่งแม้แต่ความตรงหาได้ง่ายไหมในประเทศไทยต่อความจริงต่อหน้าที่ต่อทุกอย่าง? นี่แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีความเข้าใจในความถูกต้องใดๆเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ความไม่เข้าใจจะนำประเทศชาติไปสู่อะไร? ก็สู่ความหายน หนทาง ก็คือว่า พยายามที่จะให้ทุกคนไม่ใช่เฉพาะเยาวชนหรือนักศึกษา สำหรับทุกคนซึ่งไม่เคยคิด มีแต่ตาม ไม่ว่าใครพูดอะไรสักคำตามกันไปหมดเลย ไม่ได้ไตร่ตรองเลย แต่ถ้าเขาเป็นคนที่ต้องการความถูกต้อง ทุกคนก็ต้องรู้ว่าไม่มีใครอยากจะผิด แต่ไม่รู้ว่าอะไรถูก ต้องเป็นคนที่มีเหตุผล เพราะฉะนั้น เราจะไปพูดกับใครที่เขาไม่ต้องการเหตุผล ไม่มีทางสำเร็จแน่นอน แต่จะพูดกับใครก็ต่อเมื่อคนนั้นเป็นผู้ฟังรู้ว่าขณะนี้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ เลวร้ายอย่างนี้ แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร? แก้ไขด้วยการเข้าใจความจริง อย่างนักศึกษาที่มีคนปลุกปั่น ใช้คำนี้ก็ได้ให้มีความเห็นในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลย เช่น พ่อแม่ไม่มีคุณ เป็นต้น เขาก็จะต้องเป็นผู้ที่ตรงว่าที่เขาเติบโตมาได้ มีชีวิตรอดมาจนถึงเป็นนักศึกษา เพราะใคร? เขาเองหรือ? ตั้งแต่เกิดมาใครให้อาหาร อยู่ได้ไหมไม่มีพ่อแม่ไม่มีคนดูแล? พ่อแม่อาจจะสิ้นชีวิตไป แต่พ่อแม่ก็เป็นผู้ที่ให้กำเนิดให้เกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ไปเกิดในอบายภูมิหรือที่อื่นเลย เพราะฉะนั้น ต้องให้เขารู้ความจริง เขาไม่ใช่นักศึกษาถ้าเขาเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล แต่ถ้าเป็นคนที่มีเหตุผล ศึกษาให้รู้ความจริงซึ่งลึกซึ้งมากยากที่จะรู้ได้ แต่เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ตรง
อะไรๆก็ตามที่เป็นความจริง ถ้าไม่ตรงตามความเป็นจริง ก็คือ ไม่รู้ จะศึกษาอะไร ก็คือ ไม่รู้เพราะเหตุว่า ไม่ตรงต่อความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นให้เขาเป็นผู้ที่รู้คุณค่าของความเป็นผู้ตรง ใครจะแก้ไขประเทศชาติ ไม่ใช่แต่เฉพาะนักศึกษา แต่ต้องเป็นผู้ที่มีหน้าที่การงานรับผิดชอบที่จะต้องตรงต่อความจริง เพราะเหตุว่า ทุกคนรู้ว่าความคดโกงความทุจริตไม่ตรงไม่ได้นำพามาซึ่งความสำเร็จใดๆทั้งสิ้นนอกจากความหายนะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะแก้ไข ก็คือ ต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่าตัวเองไม่ว่าใครก็ตามตรงหรือเปล่าต่อความจริง? ถ้าเข้าใจถูกต้อง ก็จะได้รู้ว่าพิจารณาว่าอะไรคือความจริงและตรงต่อความจริง
ผู้ใหญ่ที่จะนำพาเด็ก เห็นประโยชน์ของความถูกต้องไหม ว่า ความถูกต้องจริงๆเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสงบ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใหญ่ได้เข้าใจธรรม จะไม่มีการกระทำให้เด็กผิดๆ ตามที่ผู้ใหญ่มอบให้… ”
ความตอนหนึ่ง รศ.จรัญ ภักดีธนากุล กล่าวว่า “...กรณีเยาวชนที่กำลังทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมมากมาย เพราะสิ่ง 3 สิ่ง ดังนี้ ประการแรก เขาเสพ Fake news ข่าวสารที่เป็นเท็จ… บิดตรงนั้นนิดต่อตรงนี้หน่อย และเผยแพร่เข้าไปในสื่อสาธารณะสื่อออนไลน์แล้วก็ไม่มีใครรับผิดชอบ กฎหมายไทยที่พยายามจะสกัดกั้นเรื่องนี้ไม่มีประสิทธิภาพพอ ไม่เหมือนบางประเทศที่เขาสามารถทำได้มากพอสมควร…
ประการที่สอง นอกจาก Fake news แล้ว ยังถูกครอบงำโดย Hate speech คำพูดข้อความที่มาจากความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทเกลียดชังกดขี่ข่มเหงฝ่ายตรงข้ามกันและกัน โดยที่ Hate speech ไม่ต้องเอาหลักพุทธธรรมมาจับหรอก แม้สังคมทั่วไปคนทั่วไปไม่ว่าศาสนาใดก็เป็นที่เห็นตรงกันว่าอันตรายมาก กฎหมายของทุกประเทศได้พยายามสกัดกั้น แต่ทำไม่สำเร็จ แล้ว Hate speech ก็จะถูกตอบโต้ด้วย Hate speech ที่รุนแรงมากกว่ามาก แล้วมันก็เกิดกลายเป็น Chain of hatred ห่วงโซ่แห่งความเกลียดชัง โกรธแค้นอาฆาตพยาบาท มันมืดจนแทบจะยั้งกันไม่อยู่
ประการที่สาม เราปล่อยให้คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวจนไม่คำนึงถึงประโยชน์ของคนอื่นหรือส่วนรวม ตั้งตัวเป็นกูรู(guru) เป็นครูเป็นผู้ที่เผยแพร่หลักการต่างๆหลักวิชาการต่างๆกระจายอยู่ในทั่วสังคมไทย แม้แต่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็ยังมีกูรูพวกนี้ที่ไม่เคยสดับในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา แฝงตัวเป็นผู้เผยแพร่หลักคิดหลักวิชาที่เขาเรียนรู้มาจากครูฝรั่งอีกทีหนึ่ง ซึ่งครูฝรั่งก็มีหลายชาติหลายภาษาแล้วก็เป็นมิจฉาทิฏฐิที่หลากหลายสาขา แล้วกูรูเหล่านี้ก็มาเผยแพร่อบรมสั่งสอนลูกหลานของเรา
เขาโดนเข้าไป 3 ช่องทางที่ครอบงำสังคมของเราอยู่นี้ ไม่ว่าจะเป็น Fake news , Hate speech … แล้วเราจะหวังให้เขาสามารถที่จะเลือกคิดเลือกพูดเลือกทำในทางที่ถูกต้องเป็นคุณประโยชน์แก่ตัวเขาเอง ครอบครัว และสังคมส่วนรวมได้อย่างไร คนรุ่นใหม่ เขาไม่ยอมรับบุญคุณ คุณงามความดีของใครเลย แม้แต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายของตัวเอง ก็น่าตกใจมากเลย เขาได้รับการสั่งสอนมาจากไหนไม่รู้ว่า เราไม่ได้มาขอท่านเกิด ท่านทำให้เราเกิดเอง ท่านก็ต้องรับผิดชอบชีวิตเรา ไม่ได้มีบุญคุณอะไรแก่กัน อย่ามาเรียกร้องกตัญญูกตเวทีอะไร เพราะคร่ำครึ เอาเปรียบเด็ก มันต้องเสมอภาค ซึ่งน่าเป็นห่วงมา…”
“… ขอให้ทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่าใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ขอให้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าปะทะไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือวจีกรรม ขอให้ตั้งเมตตาเข้าหากัน แล้วพยายามแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา อย่ารบกับประชาชนของเรา จงรบกับตัวร้าย 3 ตัวที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว… ”
ความตอนหนึ่ง อาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย กล่าวว่า “ … กิจที่สำคัญยิ่งของชาวพุทธ ขาดไม่ได้เลย คือ การฟังพระธรรม ฟังคำจริงที่แสดงให้เข้าใจถึงสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริง ซึ่งจะอุปการะเกื้อกูลให้ความเข้าใจเกิดขึ้นเจริญขึ้น เมื่อมีความเข้าใจเกิดขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลสำหรับผู้นั้น ผู้นั้นมีปัญญามีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นเพราะมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ขณะที่ทำประโยชน์ให้คนอื่น ประโยชน์ของตนก็เจริญ เพราะว่าคุณความดีของตนเจริญขึ้น… ”
มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้นำบันทึกการสนทนาพิเศษฯ มาเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ช่องยูทูป: มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม
---------------------------------------
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”... อ่านต่อที่ : https://d.dailynews.co.th/article/813272/