55 ปี ค่ายอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โพสต์เมื่อ : 30 มี.ค 2565 เวลา 7:56 น.
ห้วงเวลาตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และในปี 2510 มีการใช้แผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 เป็นการต่อเนื่อง จึงมีอิทธิพลต่อแนวความคิดในการพัฒนาสังคมของคนหนุ่มสาวใน ยุคนั้นระหว่างปี 2508-2509 นิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัย 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ร่วมกัน จัดสัมมนาแนวคิดการพัฒนาสังคมชนบท ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนรู้นอกหลักสูตรแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือสังคมชนบทอีกด้วย
เมื่อกลางปี 2509 นายบำรุง บุญปัญญา (NGO อาวุโสภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ดร.เวท ไทยนุกูล (อดีตนักวิชาการ กรมวิชาการเกษตร) และ รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ (อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และอดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา) ซึ่งเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น ได้ร่วมกันริเริ่มก่อตั้ง “กลุ่มนิสิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” มีนิสิตชายและนิสิตหญิงจำนวนหนึ่งไปออกค่าย 2 แห่งเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2510 แห่งแรกไปที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้านพัฒนาคูคลองและแนะนำความรู้ด้านการเกษตร แห่งที่สองไปที่ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้านสร้างอาคารเรียนและแนะนำความรู้ด้านการเกษตรเช่นเดียวกัน
ต่อมาเมื่อปี 2511 มีนิสิตเข้าร่วมกิจกรรมค่ายมากขึ้น ไปออกค่ายที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ดำเนินกิจกรรมสร้างอาคารเรียนพื้นคอนกรีต 1 หลังสำหรับเด็ก ซึ่งเดิมทีเรียนหนังสือกันที่ศาลาวัด รวมถึงมีการแบ่งกลุ่มออกไปเยี่ยมชาวบ้านทุกวันเพื่อแนะนำความรู้ด้านการเกษตรประกอบการสาธิต ให้ความรู้เรื่องการวางแผนครอบครัว ให้การปฐมพยาบาลชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บจากกรณีต่างๆ หลังเสร็จสิ้นก่อสร้างอาคารเรียนและส่งมอบแก่ชาวบ้านแล้ว อาคารเรียนแห่งนี้ใช้ชื่อว่า “อาคารเกษตรศาสตร์อนุสรณ์ 1” ชาวบ้านทำพิธีบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีท้องถิ่นเพื่อเป็นศิริมงคลแก่นิสิตชาวค่าย สิ่งที่ได้สร้างขวัญและกำลังใจแก่นิสิตชาวค่ายและชาวบ้าน เมื่อ ศ.พิเศษ อินทรี จันทรสถิตย์ (หลวงอิงคศรีกสิการ) อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์มาเยี่ยม โดยกล่าวว่า “เราไม่ได้ทอดทิ้งเขา…จะแบ่งสายกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยออกเยี่ยมชาวค่ายในปีต่อๆ ไป”
ในปี 2512 นิสิตมีความตื่นตัวกับการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายมากขึ้น การหาทุนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินกิจกรรมค่าย ในปีนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากสโมสรโรตารีกรุงเทพใต้เป็นหลัก จึงสามารถออกค่ายได้ 2 จังหวัด มีงบประมาณสร้างอาคารเรียนได้ถึง 3 หลัง ที่ อ.ปลาปาก จ.นครพนม 2 หลังและที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อีก 1 หลัง ซึ่งในปีนี้ ศ.พิเศษ อินทรี จันทรสถิตย์ พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น ได้เดินทางไปเยี่ยมชาวค่ายที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และ ศ.ระพี สาคริก ซึ่งเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น ได้เดินทางไปเยี่ยมชาวค่ายที่ อ.ปลาปาก จ.นครพนม นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ชาวค่ายที่ผู้บริหารวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมชนบทที่ห่างไกลความเจริญ มีความทุรกันดาร ซึ่ง คนในชนบทขาดโอกาสทางการศึกษา ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น
ในปีต่อมา ศ.พิเศษ อินทรี จันทรสถิตย์ พร้อมด้วย ศ.ระพี สาคริก ได้ร่วมกันไปเยี่ยมชาวค่ายในพื้นที่ต่างๆ หลังการเกษียณอายุราชการของ ศ.พิเศษ อินทรี จันทรสถิตย์ แล้ว ศ.ระพี สาคริก ซึ่งเป็นรองอธิการบดีและอธิการบดีตามลำดับในเวลาต่อมา ได้เดินทางไปเยี่ยมชาวค่ายเป็นประจำทุกปีเป็นเวลาต่อเนื่องกว่าทศวรรษ จากการทุ่มเทให้ความสำคัญและเอาใจใส่กับการทำงานค่ายของนิสิตอย่างใกล้ชิดด้วยความเมตตาและช่วยเหลือเกื้อกูลมาโดยตลอด นิสิตชาวค่ายต่างเรียกท่านว่า “คุณพ่อ” และภรรยาท่าน (กัลยา สาคริก) นิสิตชาวค่ายต่างก็เรียกว่า “คุณแม่” เป็นความความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างครูกับศิษย์ที่มีอุดมการณ์เดียวกันในการทำประโยชน์ให้กับสังคมที่ด้อย
ช่วงปี 2512-2519 สามารถออกค่ายได้ปีละ 3 จังหวัด สร้างอาคารเรียนจังหวัดละ 1 หลัง หลังจากนั้นในปี 2520-2529 ก็ออกค่ายได้ปีละ 2 จังหวัด ยกเว้นปี 2521 ออกค่ายได้จังหวัดเดียว อุปสรรคสำคัญคือเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบ มีปัญหาผู้ก่อการร้ายตามจังหวัดต่างๆ
ห้วงเวลาของการออกค่ายทุกปีอยู่ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการปิดภาคเรียน เมื่อกลับจากการออกค่ายแล้วนิสิตชาวค่ายบ้างก็ลงทะเบียนเรียนภาคฤดูร้อน บ้างก็ไปฝึกงานตามหลักสูตรของคณะ
โครงสร้างการบริหารจัดการและการทำงานของนิสิตค่ายอาสามีคณะกรรมการทำงาน เป็นนิสิตปี 3 ซึ่งมีประสบการณ์การออกค่ายมาแล้ว 2 ปี ประกอบด้วย ประธาน รองประธาน เลขานุการ เหรัญญิก สวัสดิการ และกรรมการอีกจำนวนหนึ่ง ร่วมกันบริหารงานโดยมีนิสิตปี 4 เป็นที่ปรึกษาอีกทั้งยังมีอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมนิสิตที่ได้รับการมอบหมายจากมหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษา คอยให้การดูแลและอำนวยความสะดวก
ก่อนออกค่ายในแต่ละปีมีการเตรียมการและทำงานล่วงหน้า โดยไปติดต่อประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ ออกสำรวจพื้นที่เป้าหมาย เก็บรวบรวมข้อมูลสภาพทั่วไปของโรงเรียนและชุมชนในท้องถิ่น เพื่อนำกลับมาพิจารณาประกอบการวางแผนงาน รวมถึงการหางบประมาณให้เพียงพอกับการดำเนินกิจกรรมการออกค่าย สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งจะนำมาสู่การบรรลุผลตามเป้าหมายอย่างยั่งยืน
การหารายได้เพื่อเป็นงบประมาณสำหรับการดำเนินกิจกรรมของค่ายด้วยการขอความอนุเคราะห์จากองค์กรการกุศล บริษัท ห้างร้านต่างๆ และการดำเนินกิจกรรมหารายได้ อาทิ การฉายภาพยนตร์ การแข่งม้าการกุศล การแข่งขันชกมวย ขายเครื่องแบบนิสิต ออกร้านงานเกษตรแฟร์ ขายอาหารวันปีใหม่ หารายได้ในงานเกษตรบอลล์ โต้รุ่งกลางทุ่งบางเขน จัดการแสดงดนตรีวงดาวกระจุยในงานต่างๆและออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ซึ่งนักร้องและนักดนตรีส่วนใหญ่เป็นนิสิตชาวค่ายแถบทั้งสิ้น
ทุกครั้งที่กลับจากการออกค่ายในแต่ละปีมีการสัมมนาประเมินและสรุปผลงานพร้อมกับมีการเลือกประธานกลุ่มนิสิตอาสาสมัครคนต่อไป ซึ่งเป็นประเพณีที่มีการสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันมีนิสิตชาวค่ายมากถึง 56 รุ่น ความสัมพันธ์มีความสนิทสนมกันฉันพี่น้อง วัฒนธรรมองค์กรของชาวค่ายมีพื้นฐานมาจากการดำเนินชีวิตในมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนด้วยกัน การอยู่อาศัยในหอพักด้วยกันในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเป็นอยู่อย่างใกล้ชิดและสนิทสนมที่พึ่งพากันได้ ที่มีคุณสมบัติ “ลูกสีเขียว เข้มแข็ง กล้าหาญ อดทน” ภายใต้หลักการของการอยู่ร่วมกัน คือ อาวุโส ระเบียบวินัย ประเพณี สามัคคี น้ำใจ ซึ่งหล่อหลอมนิสิตสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปรกติสุข ไม่มีความขัดแย้ง การออกค่ายเป็นการแสดงออกถึงการเสียสละอย่างมีอุดมการณ์และมีความรักใคร่กลมเกลียวกันมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่รุ่นน้องชาวค่ายได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ชาวค่าย คือ การทำงานอย่างเป็นระบบในรูปของคณะกรรมการ พี่จะสอนน้องให้รู้จักทำงานร่วมกันอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ยอมรับกับความผิดหวังที่เกิดขึ้น ให้อภัยซึ่งกันและกัน ความทราบซึ้งและความประทับใจของรุ่นน้องชาวค่าย คือ น้องต้องอิ่มก่อนพี่ถึงได้กิน พี่ต้องตื่นก่อนและนอนทีหลัง
จวบจนปัจจุบันค่ายอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีผลงานสร้างอาคาร “เกษตรศาสตร์อนุสรณ์” มาแล้ว 78 แห่งในพื้นที่ 37 จังหวัด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด ภาคเหนือ 11 จังหวัด ภาคกลาง 5 จังหวัด และภาคใต้ 2 จังหวัด
นิสิตเก่าชาวค่ายที่เคยออกค่ายครั้งที่ 1 เมื่อ 56 ปีที่แล้วและนิสิตเก่าชาวค่ายรุ่นต่อๆ มา มีความเห็นพ้องต้องการในการดำเนินงานโครงการค่ายคืนถิ่นเพื่อต่อยอดและสนับสนุนกิจการโรงเรียนเกษตรศาสตร์อนุสรณ์ทั้ง 78 แห่ง ซึ่งโครงการค่ายคืนถิ่นได้ดำเนินกิจกรรมครั้งแรกตั้งแต่ปี 2558-2562 จำนวน 9 ครั้ง ใช้งบประมาณ 6,523,829.48 บาท (ยังไม่รวมค่ามูลค่าวัสดุก่อสร้างและสิ่งของที่มีผู้บริจาคอีกจำนวนมาก)
การร่วมกิจกรรมของสมาชิกทุกครั้งทุกคนออกค่าใช้จ่ายเอง ไม่ว่าจะเป็น ค่าพาหนะ ค่าที่พัก และค่าอาหาร รวม 19 โรงเรียน การคืนถิ่น 9 ครั้ง มีดังนี้
ครั้งที่ 1 วันที่ 21-22 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 คืนถิ่นไปที่โรงเรียนเกษตรประชาตาทวด อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และ โรงเรียนบ้านนาสามัคคี อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
ครั้งที่ 2 วันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 คืนถิ่นไปที่โรงเรียนบ้านแดง (บุญเสริมอุทิศ) อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี และ โรงเรียนบ้านสารภี (สาขาหนองผักแว่น) อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี
ครั้งที่ 3 วันที่ 4-5 มิถุนายน พ.ศ.2559 คืนถิ่นไปที่โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา (เกษตรศาสตร์อนุสรณ์8) อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์
ครั้งที่ 4 วันที่ 26-28 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 คืนถิ่นไปที่ 1.โรงเรียนบ้านคับพวง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม 2.โรงเรียนบ้านวังโพธิ์ อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม 3.โรงเรียนบ้านโคกกลาง อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม
ครั้งที่ 5 วันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 คืนถิ่นไปที่ 1.โรงเรียนบ้านน้ำคิว อำเภอเมือง จังหวัดเลย 2.โรงเรียนเกษตรนาสมหวังสามัคคี อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู
ครั้งที่ 6 วันที่ 23-25 มิถุนายน พ.ศ.2560 คืนถิ่นไปที่โรงเรียนบ้านคลองโนน อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 2.โรงเรียนเนินดินราษฎร์อุทิศ ตำบลเนินมะปราง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก
ครั้งที่ 7 วันที่ 9-11กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 คืนถิ่นไปที่ศูนย์เยาวชนบ้านดงยาง หมู่ที่7 ตำบลห้องแซง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร 2.โรงเรียนชุมแสงลาดค้อหนองเขื่อน อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด 3.โรงเรียนบ้านราษฎร์ดำเนิน อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด
ครั้งที่ 8 วันที่ 8-10 มิถุนายน 2561คืนถิ่นไปที่ 1.โรงเรียนบ้านโนนสะอาด2 อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 2.โรงเรียนบ้านป่งขาม ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร
ครั้งที่ 9 วันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 คืนถิ่นไปที่โรงเรียนหนองหญ้าปล้องวิทยาตั้งที่ หมู่ 9 ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
นอกจากนี้แล้วชมรมนิสิตเก่าค่ายอาสาพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียนเกษตรศาสตร์อนุสรณ์เพื่อส่งเสริมและพัฒนานักเรียนในโรงเรียนแต่ละแห่งเป็นยุวเกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มการทำงานด้านการเกษตร โดยสามารถพึ่งตนเองและนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยเหลือกิจการการเกษตรของครอบครัว
“เกษตรศาสตร์อนุสรณ์โมเดล” ได้ดำเนินกิจกรรมมายาวนานต่อเนื่องเป็นเวลาถึงกึ่งศตวรรษแล้ว นิสิตปัจจุบันยังคงดำเนินกิจกรรมสืบต่อจากนิสิตเก่ารุ่นพี่ที่ได้ริเริ่มไว้ ในขณะที่นิสิตเก่ารุ่นแรกๆ ที่มีอายุสูงวัยตั้งแต่ 80 ปี ลงมาจนถึง 60 ปี ได้ร่วมกันกลับมาดำเนินกิจกรรมโครงการค่ายคืนถิ่นในนามของชมรมนิสิตเก่าค่ายอาสาพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อต่อยอดและเติมเต็มให้ “เกษตรศาสตร์อนุสรณ์” ที่มีอยู่กว่า 78 แห่งทั่วประเทศเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของเด็กในสังคมชนบท อาทิ ห้องสมุดที่ทันสมัยมีอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ การอบรมความรู้ในการผลิตพืชและสัตว์ให้เกิดประโยชน์ต่อโครงการอาหารกลางวัน การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น การพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชุมชน ฯลฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนกิจการค่ายอาสาพัฒนาที่มีภารกิจสำคัญซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินชีวิตของสังคมชนบท
อีกประการหนึ่งอยากจะขอให้ น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เสียสละเข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิระพี-กัลยา สาคริก ซึ่งเข้าใจว่าคณะกรรมการมูลนิธิชุดเดิมใกล้จะหมดวาระการทำงานลง เพื่อให้ปณิธานและอุดมการณ์ของคุณพ่อระพีและคุณแม่กัลยา เกิดผลสำเร็จในทุกด้านต่อสังคมและประเทศชาติอย่างแท้จริง
.......................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”... อ่านต่อที่ : https://d.dailynews.co.th/article/847345/