Website Banner
รับฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
ดำเนินรายการโดย ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุลรายการเด็กดีของพ่อแม่วันเสาร์
เวลา 16.00
17.00 น.
สถานีวิทยุ กทม. คลื่น A.M.873 KHZ.
ฟังเนื้อหา คลิก!!

รายการคุยกันเช้าวันอาทิตย์
วันอาทิตย์ เวลา 06.00 07.00 น.สถานีวิทยุ กทม.
คลื่น A.M.873 KHZ.
ฟังเนื้อหา คลิก!!

รายการทันโลกเกษตร
วันอาทิตย์ เวลา 22.00 22.30 น.สถานีวิทยุ มก. คลื่น A.M.1107 KHZ.
ฟังเนื้อหา คลิก!!

 
 

















 
track web site visits
 
     
  ข่าวสารการเมืองและบทความ
     
   
 
     
     
   นายกรัฐมนตรีเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม  
     
             29 สิงหาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่าจะเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความเจริญก้าวหน้าซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับรายได้ของประชาชนจากระดับปานกลางไปสู่รายได้ระดับสูงในอีก 6ปีข้างหน้า ส่วนประเทศไทยจะยกระดับรายได้ของประชาชนจากระดับปานกลางไปสู่รายได้ระดับสูงภายในอีก 12ปีข้างหน้า   
     
   
 
     
     
   รายชื่อ ครม.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  
     
 
            31 สิงหาคม 2557 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนี้


1.พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 
2.หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี
3.นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
4.พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
5.นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี
6.หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
7.นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
8.พลเอก อุดมเดช สีตบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
9.นายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
10.นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
11.นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
12.พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
13.นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
14.พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
15.นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
16.พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
17.นายพรชัย รุจิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
18.นายณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
19.พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
20.นางอภิรดี ตันตราภรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
21.พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
22.นายสุธี มากบุญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
23.พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
24.พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
25.นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
26.นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
27.พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
28.นายกฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
29.พลโท สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
30.นายรัชตะ รัชตะนาวิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
31.นายสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
32.นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 
 
   
 
     
     
   คสช.จัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปให้กับ อปท.  
     
        26 สิงหาคม 2557 ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เห็นชอบการจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ทั่วประเทศปีงบประมาณ 2557 เป็นเงิน 8,500 ล้านบาทสนับสนุนงานพัฒนาท้องถิ่น โดยแบ่งงบประมาณออกเป็น 2 ส่วนคือจัดสรรให้ อปท. ละ 1 ล้านบาท ที่เหลือจัดให้ตามสัดส่วนที่อปท.แต่ละแห่งได้รับการจัดสรรเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมอาชีพ และการท่องเที่ยว โดยห้ามนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ในการศึกษาดูงาน   
   
 
     
     
   การประชุม คสช.ครั้งที่ 12
 
     
 
26 สิงหาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นประธานการประชุม คสช.ครั้งที่ 12 ได้ชี้แจงการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานบอร์ดทุกชุดว่าจะคงมีหน้าที่เหมือนเดิมแม้จะมีรัฐบาลใหม่แล้ว จากนี้ไป คสช.จะใช้อำนาจเท่าที่จำเป็นในเรื่องของความมั่นคง การรักษาความสงบเรียบร้อย คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักและขอให้ทุกกองกำลังปฏิบัติงานด้วยความละมุนละม่อม บังคับใช้กฎหมายเริ่มตั้งแต่กฎหมายปกติหากยังไม่มีความจำเป็นถึงขั้นต้องใช้กฎอัยการศึก 
 
     
 
 
 
     
     
   นายกรัฐมนตรีคนใหม่ให้คำมั่นจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  
     
            25 สิงหาคม 2557 ภายหลังพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ณ ตึกกองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงถึงแนวทางการบริหารประเทศซึ่งจะดำเนินการจากนี้ คือ การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2557 ส่วนการบริหารประเทศนั้นทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะเร่งขับเคลื่อนงานเร่งด่วนไปข้างหน้า ซึ่งจะใช้ความรวดเร็วโดยรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องหารือกันอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังการก้าวล่วงซึ่งกันและกัน แต่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
ทั้งนี้ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้คำมั่นในการบริหารประเทศอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและแผ่นดิน
 
     
 
 
     
     
   การขับเคลื่อนการบริหารราชการของ คสช. 
 
     
 
22  สิงหาคม 2557  พล.อ. ประยุทธ  จันทร์โอชา  หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และว่าที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการบริหารราชการเมื่อมีคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่าจะบริหารราชการในระบบกฎหมายและระเบียบตามปกติ  ซึ่งอาจมีบางปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลา 1 ปี โดย คสช.และ ครม. จะพิจารณากำหนดว่าเรื่องใดควรเป็นเรื่องหลักหรือเร่งด่วนที่ต้องขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว จากนี้จัดทำเป็นนโยบายที่สำคัญโดยให้กระทรวงและหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกันดำเนินการ และให้ คสช. เป็นผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อน
ส่วนการเดินสู่ประชาธิปไตย การปฏิรูป และการปรองดองมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น บ้านเมืองสงบเรียบร้อยขึ้น ประชาชนเชื่อฟังและเคารพกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายรวมทั้งผู้ที่ยังไม่เข้าใจการทำงานของ คสช. ว่ามีเจตนาต้องการสร้างความปรองดองและการปฏิรูปประเทศไม่ให้กลับไปสู่วังวนเก่า ๆ
 
     
   
 
   
     
 
 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับเลือกจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 
 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 
 
     
             21 สิงหาคม 2557  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้า คณะรักษาความ-สงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับเลือกจากที่ประชุม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ด้วยเสียงข้างมาก 191 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง จากสภาชิกที่เข้าร่วมประชุม 194 เสียง

 
     
 
 
     
     
   การเปิดประชุมสถานิติบัญญัตินิติแห่งชาตินัดแรก  
     
           8 สิงหาคม 2557 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาตินัดแรก โดยมีนายสมพร เทพสิทธา ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว ปรากฏว่า มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เสนอชื่อ นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และนายพีรศักดิ์ พรจิต เป็นรอง
ประธานสภาฯ คนที่ 2 โดยไม่มีคู่แข่งขัน
 
     
 
 
     
     
   พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๕๗  
     
           พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
        “คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔
        “คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด” หมายความรวมถึงคณะกรรมการสรรหาประจำ
กรุงเทพมหานครด้วย
        “จังหวัด” หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย
มาตรา ๔ ให้มีคณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่สรรหาบุคคลด้านต่าง ๆ เพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
        (๑) คณะกรรมการสรรหาด้านการเมือง
             หน้า ๓
             เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
        (๒) คณะกรรมการสรรหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
        (๓) คณะกรรมการสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
        (๔) คณะกรรมการสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น
        (๕) คณะกรรมการสรรหาด้านการศึกษา
        (๖) คณะกรรมการสรรหาด้านเศรษฐกิจ
        (๗) คณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน
        (๘) คณะกรรมการสรรหาด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
        (๙) คณะกรรมการสรรหาด้านสื่อสารมวลชน
        (๑๐) คณะกรรมการสรรหาด้านสังคม
        (๑๑) คณะกรรมการสรรหาด้านอื่น ๆ
        (๑๒) คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคณะ
 
     
  << คลิกเพื่ออ่านต่อ >>
 
     
 
 
     
     
   รายชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  
     
            พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ดังต่อไปนี้
          ๑. นายกรรณภว์ธนพรรคภวิน
          ๒. พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช
          ๓. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์
          ๔. นายกล้านรงค์จันทิก
          ๕. นางกอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร
          ๖. พลโท กัมปนาท รุดดิษฐ์
          ๗. นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์
          ๘. พลเรือเอก กําธรพุ่มหิรัญ
          ๙. นายกิตติ วะสีนนท์
          ๑๐. พลโท กิตติอินทสร
          ๑๑. นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย
          ๑๒. พลเอก กิตติพงษ์เกษโกวิท
          ๑๓. นายกิตติศักดิ์รัตนวราหะ
          ๑๔. พลตรี กู้เกียรติ ศรีนาคา
          ๑๕. พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์
          ๑๖. พลเอก คณิต สาพิทักษ์
          ๑๗. พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง
          ๑๘. พลเรือเอก จักรชัย ภู่เจริญยศ
          ๑๙. พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา
          ๒๐. พลตรี จารึก อารีราชการัณย์
 
     
   << คลิกเพื่ออ่านต่อ >>
 
     
 
 
     
     
  พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ    
     
 
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วันที่ ๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
         พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติพุทธศักราช ๒๕๕๗ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่าโดยที่ได้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แล้วอาศัยตามอำนาจความในมาตรา ๕ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗

        ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
        พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
        หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ข้อมูลข่าวและที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติกรมประชาสัมพันธ์ :http://thainews.prd.go.th
 
     
 
 
     
     
  ที่มาและอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ   
     
 
        สภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยยี่สิบคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนํา 
        สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
       (๑) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
       (๒) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
       (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
       (๔) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
       (๕) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
       (๖) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
       (๗) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
       (๘) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
       (๙) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือรัฐมนตรีในขณะเดียวกันมิได้
สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา 
 
     
  ที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี   
     
 
       พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐมนตรีอื่นอีกจํานวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ  
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
      (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
      (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี
      (๓) สําเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
      (๔) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
 (๑) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
            (๒) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
            (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
            (๔) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
            (๕) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
            (๖) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
            (๗) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
            (๘) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
            (๙) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 
      (๕) ไม่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่าง
รัฐธรรมนูญ หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
      (๖) ไม่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาหรือตุลาการ อัยการ กรรมการการเลือกตั้ง
ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ  
 
     
  ที่มาและอำนาจหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ   
     
 
       สภาปฏิรูปแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนํา  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติคนหนึ่งและเป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่เกินสองคน ตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และประธานสภาและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ 
สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
       (๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
       (๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
       (๓) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
       (๔) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
       (๕) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
       (๖) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
       (๗) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
       (๘) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ   สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจะดํารงตําแหน่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือรัฐมนตรีในขณะเดียวกันมิได้
       สภาปฏิรูปแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
       ๑.  ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการปฏิรูปในด้านต่างๆดังต่อไปนี้ 
            ๑.  การเมือง
            ๒.  การบริหารราชการแผ่นดิน
            ๓.  กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
            ๔.  การปกครองท้องถิ่น
            ๕.  การศึกษา
            ๖.  เศรษฐกิจ
            ๗.  พลังงาน
            ๘.  สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
            ๙.   สื่อสารมวลชน
            ๑๐. สังคม
            ๑๑. อื่น ๆ
        ๒. เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ
        ๓. พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้นในการดําเนินการตามข้อ ๑  
 
     
  ที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ   
     
 
        กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
        ๑.  เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เว้นแต่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
        ๒.  เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
        ๓.  มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
             (๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
             (๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
             (๓) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
             (๔) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
             (๕) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
             (๖) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
             (๗) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
             (๘) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ  
         ๔. เป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดํารงตําแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
         คณะกรรมาธิการมีหน้าที่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ 
 
     
 
 
     
     
  หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.พร้อมคณะ   
     
 
         แถลงชี้แจงความเป็นมาและเนื้อหาสำคัญของ รธน.ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557
23 กรกฎาคม 2557 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.พร้อมด้วย ศ.พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษาหัวหน้า คสช.และศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ร่วมแถลงชี้แจงความเป็นมาและเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราวพุทธศักราช 2557 
         การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปตาม road map การปฏิบัติขั้นที่สองซึ่งยืดหลักของกฎหมายและจะนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และการมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างสมบูรณ์ ส่วนการคง คสช.ไว้เป็นไปเพื่อความมั่นคง การปฏิรูป การสร้างความปรองดรองให้เกิดขึ้นในประเทศ
        โครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสมือนต้นน้ำของแม่น้ำ 5สาย ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 1ปีนับจากนี้ กระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างอยู่ รวมถึงสาเหตุที่เป็นชนวนแห่งความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา 
 
     
 
 
     
     
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557   
     
 
         22 กรกฎาคม 2557 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราวพุทธศักราช 2557 ที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว 
 
     
 
 
     
     
  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราวพุทธศักราช ๒๕๕๗   
     
 
มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้บทบัญญัติของหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๗ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ยังคงใช้บังคับต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้และภายใต้บังคับมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง ที่ใดในบทบัญญัติดังกล่าวอ้างถึงรัฐสภาหรือประธานรัฐสภาให้หมายถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้ แล้วแต่กรณี

มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๔ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้