Website Banner
รับฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
ดำเนินรายการโดย ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุลรายการเด็กดีของพ่อแม่วันเสาร์
เวลา 16.00
17.00 น.
สถานีวิทยุ กทม. คลื่น A.M.873 KHZ.
ฟังเนื้อหา คลิก!!

รายการคุยกันเช้าวันอาทิตย์
วันอาทิตย์ เวลา 06.00 07.00 น.สถานีวิทยุ กทม.
คลื่น A.M.873 KHZ.
ฟังเนื้อหา คลิก!!

รายการทันโลกเกษตร
วันอาทิตย์ เวลา 22.00 22.30 น.สถานีวิทยุ มก. คลื่น A.M.1107 KHZ.
ฟังเนื้อหา คลิก!!

 
 

















 
track web site visits
 
     
  ข่าวสารการเมืองและบทความ
     
 
 
     
     
   พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๕๗  
     
           พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
        “คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔
        “คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด” หมายความรวมถึงคณะกรรมการสรรหาประจำ
กรุงเทพมหานครด้วย
        “จังหวัด” หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย
มาตรา ๔ ให้มีคณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่สรรหาบุคคลด้านต่าง ๆ เพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
        (๑) คณะกรรมการสรรหาด้านการเมือง
             หน้า ๓
             เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
        (๒) คณะกรรมการสรรหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
        (๓) คณะกรรมการสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
        (๔) คณะกรรมการสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น
        (๕) คณะกรรมการสรรหาด้านการศึกษา
        (๖) คณะกรรมการสรรหาด้านเศรษฐกิจ
        (๗) คณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน
        (๘) คณะกรรมการสรรหาด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
        (๙) คณะกรรมการสรรหาด้านสื่อสารมวลชน
        (๑๐) คณะกรรมการสรรหาด้านสังคม
        (๑๑) คณะกรรมการสรรหาด้านอื่น ๆ
        (๑๒) คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคณะ
 
     
  << คลิกเพื่ออ่านต่อ >>
 
     
 
 
     
     
   รายชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  
     
            พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ดังต่อไปนี้
          ๑. นายกรรณภว์ธนพรรคภวิน
          ๒. พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช
          ๓. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์
          ๔. นายกล้านรงค์จันทิก
          ๕. นางกอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร
          ๖. พลโท กัมปนาท รุดดิษฐ์
          ๗. นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์
          ๘. พลเรือเอก กําธรพุ่มหิรัญ
          ๙. นายกิตติ วะสีนนท์
          ๑๐. พลโท กิตติอินทสร
          ๑๑. นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย
          ๑๒. พลเอก กิตติพงษ์เกษโกวิท
          ๑๓. นายกิตติศักดิ์รัตนวราหะ
          ๑๔. พลตรี กู้เกียรติ ศรีนาคา
          ๑๕. พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์
          ๑๖. พลเอก คณิต สาพิทักษ์
          ๑๗. พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง
          ๑๘. พลเรือเอก จักรชัย ภู่เจริญยศ
          ๑๙. พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา
          ๒๐. พลตรี จารึก อารีราชการัณย์
 
     
   << คลิกเพื่ออ่านต่อ >>
 
     
 
 
     
     
  พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ    
     
 
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วันที่ ๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
         พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติพุทธศักราช ๒๕๕๗ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่าโดยที่ได้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แล้วอาศัยตามอำนาจความในมาตรา ๕ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗

        ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
        พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
        หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ข้อมูลข่าวและที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติกรมประชาสัมพันธ์ :http://thainews.prd.go.th
 
     
 
 
     
     
  ที่มาและอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ   
     
 
        สภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยยี่สิบคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนํา 
        สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
       (๑) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
       (๒) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
       (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
       (๔) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
       (๕) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
       (๖) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
       (๗) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
       (๘) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
       (๙) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือรัฐมนตรีในขณะเดียวกันมิได้
สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา 
 
     
  ที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี   
     
 
       พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐมนตรีอื่นอีกจํานวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ  
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
      (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
      (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี
      (๓) สําเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
      (๔) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
 (๑) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
            (๒) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
            (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
            (๔) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
            (๕) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
            (๖) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
            (๗) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
            (๘) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
            (๙) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 
      (๕) ไม่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่าง
รัฐธรรมนูญ หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
      (๖) ไม่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาหรือตุลาการ อัยการ กรรมการการเลือกตั้ง
ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ  
 
     
  ที่มาและอำนาจหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ   
     
 
       สภาปฏิรูปแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนํา  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติคนหนึ่งและเป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่เกินสองคน ตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และประธานสภาและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ 
สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
       (๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
       (๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
       (๓) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
       (๔) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
       (๕) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
       (๖) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
       (๗) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
       (๘) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ   สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจะดํารงตําแหน่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือรัฐมนตรีในขณะเดียวกันมิได้
       สภาปฏิรูปแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
       ๑.  ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการปฏิรูปในด้านต่างๆดังต่อไปนี้ 
            ๑.  การเมือง
            ๒.  การบริหารราชการแผ่นดิน
            ๓.  กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
            ๔.  การปกครองท้องถิ่น
            ๕.  การศึกษา
            ๖.  เศรษฐกิจ
            ๗.  พลังงาน
            ๘.  สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
            ๙.   สื่อสารมวลชน
            ๑๐. สังคม
            ๑๑. อื่น ๆ
        ๒. เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ
        ๓. พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้นในการดําเนินการตามข้อ ๑  
 
     
  ที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ   
     
 
        กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
        ๑.  เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เว้นแต่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
        ๒.  เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
        ๓.  มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
             (๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
             (๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
             (๓) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
             (๔) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
             (๕) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
             (๖) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
             (๗) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
             (๘) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ  
         ๔. เป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดํารงตําแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
         คณะกรรมาธิการมีหน้าที่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ 
 
     
 
 
     
     
  หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.พร้อมคณะ   
     
 
         แถลงชี้แจงความเป็นมาและเนื้อหาสำคัญของ รธน.ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557
23 กรกฎาคม 2557 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.พร้อมด้วย ศ.พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษาหัวหน้า คสช.และศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ร่วมแถลงชี้แจงความเป็นมาและเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราวพุทธศักราช 2557 
         การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปตาม road map การปฏิบัติขั้นที่สองซึ่งยืดหลักของกฎหมายและจะนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และการมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างสมบูรณ์ ส่วนการคง คสช.ไว้เป็นไปเพื่อความมั่นคง การปฏิรูป การสร้างความปรองดรองให้เกิดขึ้นในประเทศ
        โครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสมือนต้นน้ำของแม่น้ำ 5สาย ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 1ปีนับจากนี้ กระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างอยู่ รวมถึงสาเหตุที่เป็นชนวนแห่งความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา 
 
     
 
 
     
     
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557   
     
 
         22 กรกฎาคม 2557 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราวพุทธศักราช 2557 ที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว 
 
     
 
 
     
     
  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราวพุทธศักราช ๒๕๕๗   
     
 
มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้บทบัญญัติของหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๗ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ยังคงใช้บังคับต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้และภายใต้บังคับมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง ที่ใดในบทบัญญัติดังกล่าวอ้างถึงรัฐสภาหรือประธานรัฐสภาให้หมายถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้ แล้วแต่กรณี

มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๔ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้ 
 
     
   << คลิกเพื่ออ่านต่อ >>  
     
 
 
     
     
   ปปช.ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี   
     
 
        คดีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและการระบายข้าว 17 กรกฎาคม 2557 ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) มีมติเอกฉันท์ 7 :0 เสียง ชี้มูลความผิดคดีอาญาการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและการระบายข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจนเกิดความเสียหายและขาดทุนเป็นจำนวนมาก
        เนื่องจากมีเหตุว่าเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายซึ่งเกิดจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่ได้กำหนดนโยบายดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ส่งผลให้เกิดความเสียหายและขาดทุนจำนวนมากจากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวกว่า 500,000 ล้านบาท โดยมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่การกำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกสูงกว่าราคาความจริงตลาดเกินกว่าปกติ เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด รวมทั้งเกิดการทุจริตทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การสวมสิทธิ์เกษตรกร โกงความชื้น โกงตราชั่ง นำข้าวมาเวียนเข้าโครงการ การลักลอบนำเข้าข้าวจากคลัง ขณะที่การระบายข้าวมีการใช้อิทธิพลทางการเมืองช่วยเหลือพวกพ้องให้ได้ข้าวจากโครงการไปจำหน่าย เกิดระบบนายหน้าค้าข้าวไม่เปิดประมูลข้าวอย่างเปิดเผย ทำให้เกิดรายจ่ายภาครัฐและขาดทุนจำนวนมาก ทั้งการอุดหนุนเกษตรกรและค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การสีแปรสภาพ การขนส่ง การเก็บรักษา ข้าวเสื่อมคุณภาพ ขายข้าวขาดทุน ข้าวสูญหายจากโกดัง ซึ่งเป็นการทำลายระบบการค้าข้าวเสรีจากการที่รัฐบาลกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ ทำให้โรงสีและผู้ส่งออกนอกโครงการไม่สามารถจัดหาข้าวได้เพียงพอจนเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน ส่วนประเทศไทยสูญเสียตลาดส่งออกข้าวจากตลาดค้าข้าวไทยแพงกว่าตลาดคู่แข่งต่างประเทศที่มาจากการจำนำข้าวทุกเม็ด โดยไม่จำกัดพื้นที่ผลิตและวงเงินการรับจำนำข้าว ตลอดจนการนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์ และรับจำนำข้าวราคาสูงเกินกว่าความเป็นจริงแต่กลับได้คุณภาพต่ำกว่าราคาจำนำข้าวจริง
        ทั้งนี้ ปปช. จะส่งรายงานและเอกสารพร้อมความเห็นให้อัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสัปดาห์หน้า และยืนยันว่า ปปช.ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสตามขบวนการทางกฎหมาย
 
     
 
 
     
     
  คสช.แถลงสรุปผลการปฏิบัติงานครบรอบ 1 เดือน  
     
   25 มิถุนายน 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงสรุปผลการปฏิบัติงานครบรอบ1 เดือน หลังจากเข้าควบคุมอํานาจการบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ว่าการทํางานของคสช.แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
- ระยะที่หนึ่ง ดําเนินการสร้างความปรองดอง
- ระยะที่สอง การใช้ธรรมนูญชั่วคราว
- ระยะที่สาม การเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง
ทั้งนี้คสช.แบ่งการทํางานเป็น 5 ฝ่าย ประกอบด้วย
1. ฝ่ายความมั่นคง ทําหน้าที่สืบสวนสอบสวนจับกุมเครือค่ายที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามและธุรกิจผิดกฎหมายรวมถึงการปราบปรามยาเสพติด บ่อนการพนันและบูรณาการแรงานทั้งระบบ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศในทุกมิติ 
2. ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้แก้ไขปัญหาข้อจํากัดการจ่ายเงินชาวนาตามโครงการรับจํานําข้าวได้อย่างครบถ้วน
และปิดบัญชีการรับจํานําข้าวอย่างเรียบร้อย
3. ฝ่ายกฎหมาย รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องและผลกระทบด้านกฎหมายต่างๆเพื่อลดความขัดแย้ง ในเบื้องต้นได้เดินหน้ามาตรการปราบปรามคอรัปชั่นและยาเสพติดอย่างจริงจัง
4. ฝ่ายสังคมจิตวิทยา ได้จัดกิจกรรมคืนความสุขให้แก่คนในชาติทุกพื้นที่ทั่วประเทศขับเคลื่อนกองทุนต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
5. ฝ่ายสร้างความปรองดองปฏิรูปประเทศในเบื้องต้นได้จัดกิจกรรมสร้างความปรองดองครบทุกจังหวัดรวมถึงได้ลงนามความเข้าใจระหว่างผู้ที่มีความเห็นต่างไปแล้ว 150 ฉบับ เพื่อความสงบเรียบร้อยอีกทั้งได้จัดทําวิธีการและขั้นตอนในการแก้ไขปัญหาหรือ road map การปฏิรูปประเทศที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและขจัดภัยที่มีต่อความมั่งคงของประเทศพร้อมทั้งรับเรื่องร้องเรียนต่างๆเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้กับประชาชน นอกจากนี้คสช.ได้เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ2558 วงเงิน 2,750,000 ล้านบาทเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนและบริหารประเทศด้านต่างๆซึ่งคาดว่าจะสามารถอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2558 ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2557
 
     
 
 
     
     
   คสช.ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน(เคอร์ฟิว)ทั่วราชอาณาจักร
 
     
               13 มิถุนายน 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานทั่วราชอาณาจักร เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมได้คลี่คลายลง และไม่ปรากฏสิ่งบอกเหตุอันจะนําไปสู่การเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ดังนั้น เพื่อเป็นมาตรการผ่อนคลาย และบรรเทาผลกระทบต่อการดําเนินชีวิตประจําวันของประชาชน รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ
 
     
 
 
     
     
  คสช.ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน(เคอร์ฟิว)บางพื้นที่เพิ่มเติม
 
     
               10 มิถุนายน 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานบางพื้นที่ เนื่องจากสถานการณ์ในบางพื้นที่ได้คลี่คลายลง และไม่ปรากฏแนวโน้มของการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ดังนั้น เพื่อเป็นมาตรการผ่อนคลายและบรรเทาผลกระทบต่อการดําเนินชีวิตประจําวันของประชาชน จึงให้ยกเลิกการประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในพื้นที่ ดังต่อไปนี้

ภาคเหนือ
- ตาก
- สุโขทัย
- แม่ฮ่องสอน
- อุตรดิตถ์
- แพร่
- น่าน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- นครพนม
- สกลนคร
- ร้อยเอ็ด
- เลย
- สุรินทร์

ภาคตะวันออก
- ระยอง
- จันทบุรี
- ตราด (เฉพาะอําเภอเมือง คลองใหญ่ เขาสมิง บ่อไร่ แหลมงอบ เกาะกูด)
- กาญจนบุรี
- ราชบุรี
- เพชรบุรี (เฉพาะอําเภอเมือง เขาย้อย หนองหญ้าปล้อง ท่ายาง บ้านลาด บ้านแหลม แก่งกระจาน)

ภาคใต้
- สงขลา (เฉพาะอําเภอเมือง สะเดา)
- ตรัง
- สตูล
 
     
 
 
     
     
   คสช.ขยายระยะเวลาแก่ผู้ที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด
สําหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามส่งมอบต่อนายทะเบียนท้องที่จนถึงวันที่ 25 มิ.ย. 57

 
     
          10 มิถุนายน 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขยายระยะเวลาแก่ผู้ที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดสําหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามในการส่งมอบต่อนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนไปจนถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2557 หากไม่ดําเนินการตามกําหนดเวลาจะมีความผิดต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 20 ปี
 
     
 
 
     
     
  คสช.ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน(เคอร์ฟิว)บางพื้นที่  
     
            8 มิถุนายน 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานบางพื้นที่ เนื่องจากสถานการณ์ในบางพื้นที่คลี่คลายลง และไม่ปรากฏแนวโน้มของการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ดังนั้นเพื่อเป็นการผ่อนคลายและบรรเทาผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน จึงให้ยกเลิกการประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในพื้นที่อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี  
 
 
 
 
     
     
   คสช.ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน(เคอร์ฟิว)บางพื้นที่  
     
             6 มิถุนายน 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานบางพื้นที่ เนื่องจากสถานการณ์ในบางพื้นที่ได้คลี่คลายลง และไม่ปรากฏแนวโน้มของการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ดังนั้น เพื่อเป็นมาตรการ ผ่อนคลายและบรรเทาผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน จึงให้ยกเลิกการประกาศห้ามออกนอกเคหะสถานในพื้นที่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา
 
     
     
 
 
     
     
  คสช.เน้นการสร้างสังคมเป็นสุขยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
 
     
             4 มิถุนายน 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธานประชุมส่วนราชการฝ่ายความมั่งคง ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายสังคมและจิตวิทยา โดยได้ให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลต่อสังคมที่เป็นข้อเท็จจริง เช่น โครงสร้างพลังงาน โครงสร้างภาษี แนวทางการช่วยเหลือปัญหาเกษตรกรอย่างยั่งยืน ฯลฯ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจ พร้อมแสดงความห่วงใยภาวะค่าครองชีพที่มีผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งเห็นควรตรึงราคาสินค้าจำเป็นต่อค่าครองชีพเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวันของประชาชน

 
     
 
 
     
     
   คสช.ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหะสถาน(เคอร์ฟิว)บางพื้นที่  
     
           3 มิถุนายน 2557 เวลา 16.18 น.  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน(เคอร์ฟิว) บางพื้นที่ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศในการท่องเที่ยว และลดผลกระทบจากการห้ามออกนอกเคหสถานในพื้นที่ที่อยู่ในสภาวะสงบ และปราศจากการชุมนุมทางการเมืองอันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จึงให้ยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี พื้นที่อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และจังหวัดภูเก็ต  
     
 
 
     
     
  คสช. ชี้แจงเหตุผลและแนวทางการปฏิรูปประเทศหลังควบคุมอำนาจรัฐ
 
     
              30 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)แถลงในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเมือช่วงค่ำวันที่ 30 

เหตุผลการเข้ามาบริหารราชการ

          การดำเนินงานของคสช.เพื่อยุติความขัดแย้งและคืนความสงบสุขให้เกิดขึ้นในสังคม รวมถึงการแก้ไขความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

แนวทางการบริหารราชการ

          การประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อให้เกิดความปลอดภัย แต่หากประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติก็พร้อมจะใช้กฎหมายปกติโดยเร็วการปรับย้ายข้าราชการนั้นเพื่อเป็นการลดความขัดแย้งและปรับเปลี่ยนบุคคลให้เหมาะสมเพื่อสร้างความไว้วางใจและการยอมรับของสังคมโดยเคารพเกียรติยศของความเป็นข้าราชการในทุกองค์กรมีแผนเร่งด่วนในการบรรเทาผลกระทบให้แก่ประชาชน อาทิ จ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เร่งตรวจสอบโครงการต่างๆที่ต้องชะงักในรัฐบาลที่ผ่านมาโดยเฉพาะการบรรเทาสาธารณภัย การพัฒนาสาธารณูปโภคและพิจารณาโครงการที่มีการลงทุนสูงอย่างรอบคอบ หากโครงการใดเป็นประโยชน์จะแยกพิจารณาเป็นรายโครงการโดยใช้งบประมาณประจำปีหรืออาจนำภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนเพื่อลดการกู้เงินและให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนด้านพลังงานอยู่ในระหว่างการพิจารณามาตรการดูแลปรับปรุงทึ่อยู่ในวินัยการเงินการคลัง ตั้งกองทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น รวมทั้งตั้งกองทุนประเทศเพื่อลดการลงทุนของรัฐ การปรับปรุงทบทวนรัฐวิสาหกิจให้มีความทันสมัย โดยพิจารณาด้านความมั่นคงด้านพลังงานและพลังงานทดแทน


Road map ของ คสช.

  แบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้
- ระยะแรก เป็นการดำเนินการเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ ใช้เวลา 2-3 เดือน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มตั้งศูนย์การปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปในส่วนกลางและระดับพื้นที่แล้ว
- ระยะที่สอง จัดตั้งสภานิติบัญญัติ สรรหานายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการ พร้อมกับการตั้งสภาปฏิรูปเพื่อปฏิรูปแก้ไขในทุกเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการและเป็นที่ยอมรับโดยน่าจะใช้เวลา 1 ปี ส่วนที่จะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์
- ระยะที่สาม เลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ให้ได้คนดีปกครองบ้านเมือง
 
     
 
 
 
 
     
   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นหัวหน้า คสช.  
     
           26 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)แล้ว
         พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า  ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิกุลล้นพ้น ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ และหลังจากนี้จะทำหน้าที่เดินหน้าแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ เพื่อแก้ไขข้อติดขัดทุกประการที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนรวมทั้งเดินหน้าปฏิรูปประเทศทุกด้าน จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายอย่าต่อต้านหรือฝ่าฝืน โดยขอให้ประชาชนทุกคนสงบและอดทนเพื่อคืนความสุขให้คนไทยสร้างเสถียรภาพของประเทศ
 
     
 
 
     
     
   ผบ.ทบ.ประกาศแถลงการทำรัฐประหาร  
     
          22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แถลงการณ์ทำรัฐประหารผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเมื่อเวลา 16.30 น. เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศเพื่อรักษาสถานการณ์บ้านเมืองให้มีความอยู่รอดปลอดภัย   
     
 
 
     
     
   ที่ประชุม ศรธ. เลือกนายนุรักษ์ มาประณีต เป็นประธาน ศรธ.คนใหม่  
     
          21 พฤษภาคม 2557 ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญมีมติเลือกนายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทนนายจรูญ อินทจารที่ลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีอายุครบ 70 ปีในปลายเดือนพฤษภาคมนี้
 
     
 
 
     
   สาระสำคัญของคำสั่ง กอ.รส. 6 ฉบับ
 
     
   20 พฤษภาคม 2557  กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) มีคำสั่งออกมา 6 ฉบับซึ่งสรุปได้ดังนี้
- แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา กอ.รส. ประกอบด้วยผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการ
ทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 
- ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ทั้งส่วนราชการและเอกชนทุกสถานี
งดรายการประจำและให้รับสัญญาณถ่ายทอดจากสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานี
วิทยุโทรทัศน์ของกองทัพบกเมื่อได้รับการประสาน
- ให้กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองของทุกฝ่ายยุติการเคลื่อนย้ายมวลชนไปยังสถานที่ต่างๆ
                           และให้ชุมนุมอย่างสงบในพื้นที่เดิม  
- ห้ามนำเสนอข้อมูลข่าวสารในรูปแบบ เอกสาร ภาพ สื่อสิ่งพิมพ์ การออกอากาศตาม
สถานีวิทยุโทรทัศน์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ล สถานีวิทยุกระจายเสียงและ
สถานีวิทยุชุมชน ตลอดจนสื่อออนไลน์ที่มีเจตนาบิดเบือนปลุกระดมสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายแตกแยก ส่งผลกระทบต่อมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ 
- ให้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมจำนวน 10 สถานีรวมสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาต
ให้จัดตั้งตามที่กฎหมายกำหนด ระงับการออกอากาศ ระงับการถ่ายทอดเพื่อให้
ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากการบิดเบือนอันจะก่อให้
เกิดความเข้าใจผิด และสถานการณ์ความขัดแย้งขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อการ  
  รักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่
 
     
 
 
     
     
   กอ.รส. เชิญข้าราชการ เอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมประชุม
 
     
   20 พฤษภาคม 2557  กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) เชิญหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ระดับอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไป ผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทน
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และตัวแทนสภาวิชาชีพสาขาต่างๆ ตลอดจนตัวแทนภาคประชาสังคม
เข้าร่วมประชุมเมื่อเวลา 14.00 น. ตามสถานที่ที่ได้กำหนดไว้
- ภาคกลางประชุมที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประชุมที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี
จังหวัดนครราชสีมา
- ภาคเหนือประชุมที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
จังหวัดพิษณุโลก
- ภาคใต้ประชุมที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราช
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รส. ได้เน้นย้ำเรื่อง
ความสงบของประเทศ  ดังนั้นหากการเลือกตั้งของประเทศที่จะเกิดขึ้นใหม่มีแน้วโน้มว่าจะทำให้เกิดความรุนแรงก็ไม่ควรจะจัดขึ้น ซึ่งจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่
 
     
 
 
     
     
   วุฒิสภายังคงเดินหน้าหาทางออกประเทศ
 
     
   20 พฤษภาคม 2557  คณะทำงานชุดต่างๆ ของวุฒิสภาได้สรุปผลการหารือการหาทางออก
ของประเทศให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานวุฒิสภาแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ road
map  คาดว่าภายใน 2-3 วันนี้น่าจะมีทางออกของประเทศที่ชัดเจนขึ้น
 
     
 
 
     
     
   กปปส. ยังคงดำเนินการชุมนุมตามเป้าหมายเดิม  
     
  20 พฤษภาคม 2557  นายเอกณัฎ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่าการชุมนุม
ของ กปปส. จะยังคงดำเนินต่อไปตามเป้าหมายเดิมเพื่อปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง  ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดกิจกรรมที่จะดำเนินการภายใต้กฎอัยการศึกและการหาช่องทางสื่อสารกับประชาชน
ซึ่งการปราศรัยบนเวทีจะยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม  แกนนำ กปปส. ทุกคนยังปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติพร้อมกัน  ขอให้ติดตามการปราศรัยของเลขาธิการ กปปส. ต่อไป
 
     
 
 
     
     
  กองทัพบกประกาศใช้กฎอัยการศึก  
     
          20 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรเพื่อควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองให้มีความสงบเรียบร้อย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 เวลา 03.00 น.เป็นต้นไป ขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนกและสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ  
 



 
     
     
  การหารือของวุฒิสภากับรัฐบาลเรื่องการลาออกไม่เป็นผล
 
     
  19 พฤษภาคม 2557  การหารือระหว่างนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานวุฒิสภา
กับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีเรื่องการลาออกของรัฐบาลจากรักษาการไม่เป็นผล 
หลังจากนี้วุฒิสภาจะใช้แนวทางอื่นที่ถูกต้องตามกฎหมายและระบอบประชาธิปไตย
ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศต่อไป
 
     
 
 
     
     
   ข้อสรุปกรอบเวลาในการเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายของ กปปส.  
     
          17 พฤษภาคม 2557 เลขาธิการ กปปส.และแกนนำได้ประชุมร่วมกับเครือข่าย กปปส.ทั่วประเทศที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล จากการประชุมมีข้อสรุปกรอปเวลาในการเคลื่อนไหวโดยจะมีการชุมนุมครั้งใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 23 – 25 พฤษภาคม 2557 เพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมืองให้กลับคืนมาจากรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมายและความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างใหญ่หลวงกลับมาเป็นอำนาจอธิปไตยของประชาชนอีกครั้งหนึ่งในฐานะที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เป้าหมายการชุมนุมครั้งนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศให้เปลี่ยนผ่านเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  
     
 
 
     
     
 
ผลการหารือเพื่อหาทางออกของประเทศระหว่างวุฒิสภากับฝ่ายต่างๆ เป็นวันที่ 3
(วันที่ 15 พฤษภาคม 2557)
 
     
   การหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
ที่ประชุมเห็นว่าเพื่อเป็นการลบความสูญเสียควรเร่งแก้ปัญหาโดยยึดหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ตามกระบวนการของรัฐสภาภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และขอให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนกการ
เจรจา โดยยอมรับว่านายกรัฐมนตรีรักษาการมีอำนาจจำกัด ระหว่างนี้ควรมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงาน
ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง
การหารือกับตัวแทนเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ และปลัดกระทรวงต่างๆ
ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าต้องหานายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนประเทศ
ต่อไปได้
การหารือกับตัวแทนสื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) และเครือข่ายภาคประชาชน
ที่ประชุมเสนอความเห็นและแนวทางที่หลากหลาย ซี่งวุฒิสภาจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อ
สนับสนุนให้สามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป 
 
     
 
 
     
     
  คำแถลงของผู้บัญชาการทหารบก <